Sunday, July 19, 2009

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009


Influenza Vaccine


1. ทำไมต้องให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อโดยทางน้ำลายและเสมหะ[airborn droplet]ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายเองใน2-3วันบางส่วนต้องนอนโรงพยาบาลและเสียวชีวิต โดยเฉพาะผู้สูงอายุอาการของไข้หวัดใหญ่ ไขหนาวสั่น้ เจ็บคอ ไอปวดศีรษะปวดตามกล้ามเนื้อ

2. ทำไมต้องฉีดทุกปี 1.เพราะเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงทุกปีดังนั้นการผลิตวัคซีน จึงมีการเปลี่ยนแปลงทุกปีเพื่อให้ครอบคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุ 2.ภูมิคุ้มกันที่เกิดจะเฉพาะเชื้อที่ทำให้เกิดโรคเท่านั้น 3.หลังฉีด2สัปดาห์จึงเกิดภูมิต้านทานโรคและอยู่ได้1ปี หลังจากนั้นหากได้เชื้อตัวเดิมก็สามารถป่วยเป็นโรคได้

3. ใครควรได้รับวัคซีน ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นประจำ ควรจะฉีดในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่

  • ผู้ใหญ่อายุเกิน65ปี
  • เด็กอายุ 6-23 เดือน
  • ผู้ที่อาศัยในสถานพักฟื้น สถานสงเคราะห์คนชรา
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด โรคตับ โรคเลือด โรคหอบหืด
  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น โรคเอดส์ ผู้ป่วยที่ได้รับยา steroid ผู้ป่วยรังศีรักษาหรือเคมีบำบัด
  • เด็ก6เดือนที่ได้รับ aspirineในการรักษาโรค[ถ้าได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่อาจทำให้เกิด [Reye Syndrome]
  • หญิงตั้งครรภ์3เดือนขึ้นไปในขณะที่มีการระบาดของโรค
  • เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ต้องสัมผัสโรค
  • เจ้าหน้าที่ที่บริการสังคม
  • นักท่องเที่ยว
  • นักเรียนหรือนักศึกษาเพื่อป้องกันการระบาด
  • บุคคลที่ต้องการฉีด
ภูมิคุ้มกันจะขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังจากได้รับวัคซีน

ผู้ที่อายุ50-64 ปี

ได้มีการศึกษาพบว่าร้อยละ 29 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ข้อซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีน นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสียงก็ได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีน จึงแนะนำว่าควรที่จะฉีดวัคซีนให้กับคนในกลุ่มนี้ทุกคน แทนที่จะเลือกเฉพาะคนที่ป่วย

เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลคนที่มีปัจจัยเสี่ยง

เจ้าหน้าที่ผู้ดูและผู้ป่วยเรื้อรังซึ่งจัดเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่นโรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคเลือด โรคมะเร็งฯลฯ เจ้าหน้าที่เหล่านี้อาจจะนำเอาเชื้อไขหวัดใหญ่มาให้ผู้ป่วยโดยที่ตัวเองยังไม่เกิดอาการ ได้มีการศึกษาพบว่าหากเจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ อัตราการตายของผู้ป่วยโรคเรื้อรังจะลดลง เจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้แก่

  • แพทย์ พยาบาล ผู้ดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ
  • คนงานในสถานที่เลี้ยงดูผู้สูงอายุ
  • สมาชิกในครอบครัวกลุ่มเสี่ยง
  • คนท้องกับการฉีดวัคซีนไข้หวัด

จากการะบาดครั้งก่อนพบว่าผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์จะมีอัตราการมีโรคแทรกซ้อน เนื่องมาจากเป็นไข้หวัด จากสถิติที่ผ่านมาพบว่า หากตั้งครรภ์ 14-20 สัปดาห์จะมีอัตราการนอนโรงพยาบาล 1.4 เท่า หากตั้งครรภ์ 37-42 สัปดาห์จะมีอัตราการนอนโรงพยาบาล 4.7เท่าของผู้ป่วยหลังคลอด จึงมีคำแนะนำว่าผู้ที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปควรจะฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในช่วงที่มีการระบาดของโรค สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์และมีโรคประจำตัวก็ให้ฉีดวัคซีนโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีโรคระบาด

สำหรับคนที่ให้นมบุตรก็สามารถฉีดวัคซีนได้โดยไม่เป็นผลเสีย

อย่างไรก็ตามในประเทศไทยยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าจะสนับสนุน หรือคัดค้านการฉีดวัคซีนดังกล่าวแก่กลุ่มเสี่ยงข้างต้น

5. เมื่อไหร่จึงจะฉีดวัคซีน

เด็กอายุน้อยกว่า9ปีให้ฉีด1ครั้ง
อายุมากกว่า9ปีให้ฉีด2ครั้งห่างกัน1เดือน
สามารถให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ร่วมกับวัคซีนชนิดอื่นได้เช่น วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ

6. ฉีดวัคซีนไปแล้วสามารถฉีดซ้ำได้หรือไม่ สามารถฉีดได้เนื่องจากเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงเร็ววัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อ Influenza virus เท่านั้น

7. บุคคลใดที่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนได้รับวัคซีน.
ผู้ป่วยแพ้ไข่ขาว
แพ้วัคซีน influenza vaccine
ผู้ป่วยเคยมีประวัติเป็น Guillain-Barre Syndrome
ขณะที่กำลังมีไข้สูง

8. ผลข้างเคียงของวัคซีน

อาการบริเวณที่ฉีด เจ็บบริเวณที่ฉีดซึ่งไม่มาก และจะหายใน 2 วัน
อาการทั่วๆไปจะมีไข้ ปวดตามตัวหลังจากฉีด 6-12 ชั่วโมงและอยู่ได้นาน 1-2 วัน บางรายอาจจะมีผื่นลมพิษริมฝีปากบวม
ขนาดและวิธีการให้วัคซีน

วัคซีนไขหวัดใหญ่ชนิดฉีด

วัคซีนชนิดฉีดนี้เป็นวัคซีนที่เตรียมจากเชื้อโรคที่ตายแล้ว


อายุขนาดจำนวนครั้งตำแหน่งที่ฉีด
6-35 เดือน0.25 มล.2 ครั้งห่างกัน 1 เดือนกล้ามเนื้อต้นขา
3-8 ปี0.5 มล.2 ครั้งห่างกัน 1 เดือนกล้ามเนื้อหน้าขา
มากกว่า 8 ปี0.5 มล.1 ครั้งกล้ามเนื้อไหล่

วัคซีนชนิดสูดทางจมูก

วัคซีนนี้เกิดจากการทำให้เชื้อโรคอ่อนแรงแต่ยังไม่ตาย ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนประกอบไปด้วยเชื้อ 3 ชนิดเหมือนกับชนิดฉีด เริ่มใช้ในประเทศรัสเซีย จากการทดลองเบื้องต้นพบว่าได้ผลดี กำลังรอการอนุมัติจากองการอาหารและยา
อายุขนาดจำนวนวิธีการ
5-8 ปี0.51-2 ครั้งห่างกัน 1 เดือนพ่นเข้าจมูกข้างละ 0.25 มล
9-490.51 ครั้งพ่นเข้าจมูกข้างละ 0.25 มล


ไม่ควรให้วัคซีนชนิดพ่นจมูกในผู้ป่วยใด

    • ผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 5 ปี
    • ผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปี
    • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเอดส์ เป็นต้น
    • ผู้ที่ต้องรับประทาน aspirin
    • คนที่ตั้งครรภ์
    • คนที่มีประวัติแพ้วัคซีน
    • คนที่มีประวัติเป็น Guillain-Barr? syndrome
    ข้อมูลจาก siamhealth.net

    No comments:

    Post a Comment