Friday, August 7, 2009

แนะปชช.ระวังหวัด 09 ชี้ขนาด'เจ๊หน่อย'ยังติด

วัน Friday 07 Aug 09
หัวข้อ: ข่าวหนังสือพิมพ์

ปชป. แนะ ปชช.ให้ระวังตัวเองจากหวัด09มากขึ้น ชี้ขนาด "เจ๊หน่อย" ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เป็นถึงอดีตนายกฯ สธ. ยังติด ...

วานนี้ (6ส.ค.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก และในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และอดีต รมว.สาธารณสุข ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ข่าวที่ออกมาเหมือนเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลว่า ทำไมปล่อยให้อดีต รมว.สาธารณสุข ป่วยเป็นไข้หวัด 2009 แต่ถ้ามองแบบใจเป็นธรรมจริงๆ แล้ว คุณหญิงสุดารัตน์มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะมีส่วนออกมาทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องไข้หวัด 2009 รวมทั้งมีการวิจารณ์รัฐบาลด้วยแต่บังเอิญแนะนำไปแนะนำมากับมาติดหวัด 2009 เอง ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่า หวัด 2009 สามารถติดต่อได้ง่าย ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในการป้องกันมากกว่านี้ เพราะขนาดอดีต รมต.สาธารณสุข ที่มีความข้าใจอย่างดีแล้วยังเป็นหวัด 2009 ได้

นพ.วรงค์ กล่าวด้วยว่า ประชาชนต้องระวังตัวเองมากกว่านี้ เมื่อถามว่า ทำไมถึงมองว่าเป็นการดิสเครดิตรัฐบาล น.พ.วรงค์ กล่าวว่า คุณหญิงสุดารัตน์ก็มีส่วนในการทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องไข้หวัด 2009 มีการให้คำแนะนำรณรงค์กับประชาชนยังสามารถติดหวัดได้ และให้ประชาชนดูและป้องกันตัวเองให้มากขึ้น เพราะเชื้อติดต่อง่าย

ข้อมูลจาก www.thairath.co.th ไทยรัฐออนไลน์
โดย ทีมข่าวการเมือง
ประจำวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 00:20 น.


นครพนมประชุมเข้มสางปัญหาไข้หวัด2009

นครพนมประชุมเข้มสางปัญหาไข้หวัด2009
วัน Friday 07 Aug 09
หัวข้อ: ข่าวหนังสือพิมพ์

กำหนดแนวทางป้องกันและลดการเสียชีวิตของผู้ป่วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายประจักษ์จิต อภิวาท รองผู้ว่าฯ นครพนม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันและลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันจังหวัดนครพนมได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการไข้หวัด ใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีแนวทางการดำเนินงาน 3 ระยะคือ ก่อนระบาด ขณะระบาด และหลังการระบาด เนื่องจากขณะนี้โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ระบาดไปทั่วโลกแล้วจึงปรับแผนในการควบคุม การแพร่ระบาดโดยจะให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อโดยไม่จำเป็นต้องรอผลการตรวจทางห้อง ปฏิบัติการและผู้ที่มีอาการเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กอายุ ต่ำกว่า 2 ขวบหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่เป็นโรคอ้วน เหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

สำหรับการป้องกันเนื่องจากทุกคนยังไม่มีภูมิต้านทานจึงมีสิทธิจะเป็นโรคนี้ได้ ดังนั้นควรต้องป้อง กันตนเองและป้องกันคนรอบข้างการป้องกันตนเองต้องกินของร้อนใช้ช้อนกลางและหมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ไม่ควรไปอยู่ในที่ชุมชนแออัดทำความสะอาดบริเวณพื้นที่ชุมชนประตูลูกบิดอุปกรณ์เมาส์ คีย์บอร์ด สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอ-จาม หากมีอาการไม่สบายเป็นหวัด ควรพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านและหากมีไข้สูงถึง 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ (เอช 1 เอ็น 1) ซึ่งแพร่ระบาดมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 ขณะนี้ได้แพร่ระบาดไปแล้วหลายประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีการแพร่ระบาดแล้วทุกจังหวัด สำหรับจังหวัดนครพนมได้รับรายงานผู้ป่วยสงสัยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จนถึงขณะนี้จำนวน 115 ราย มีผู้ป่วยที่ยืนยันทางห้องปฏิบัติการ เป็นโรคไข้หวัด ใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวน 33 ราย อยู่ระหว่างเฝ้าระวังสอบสวนโรค 5 ราย ผู้ป่วยที่หายเป็นปกติแล้ว 26 ราย และเสียชีวิต 1 ราย.

ข้อมูลจาก www.dailynews.co.th หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
คอลัมน์ : ภูมิภาค
ประจำวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 00:00 น.


"สหรัฐ"ส่งสัญญาณ หวัด 2009ไม่พึ่งแค่ ยา"โอเซลทามีเวียร์"

"สหรัฐ"ส่งสัญญาณ หวัด 2009ไม่พึ่งแค่ ยา"โอเซลทามีเวียร์"
วัน Friday 07 Aug 09
หัวข้อ: ข่าวหนังสือพิมพ์


เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ศ.ดร.เดวิด เฟ็ดสัน อาจารย์ประจำวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (University of Virginia School of Medicine) ประเทศสหรัฐอเมริกา บรรยายพิเศษเรื่อง "แนวทางช่วยเหลือผู้ป่วยหวัดใหญ่ 2009" จัดโดยโปรแกรมวิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่จะต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากเกิดการระบาดใหญ่ขึ้นอีกรอบ คือ ยาโอเซลทามีเวียร์จะไม่เพียงพอต่อคนทั้งโลก เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกมีคนอยู่ประมาณ 6 พันล้านคน แต่มียาโอเซลทามีเวียร์รองรับสำหรับคนเพียง 260 ล้านคนเท่านั้น โดยร้อยละ 77 ที่ผลิตยาชนิดนี้ได้อยู่ใน 9 ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น ขณะที่วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งหากผลิตได้ก็จะใช้เวลาอีก 6 เดือน และจะสามารถผลิตได้เพียง 430 ล้านโดสเท่านั้น โดยร้อยละ 24 จะอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ยอมปล่อยวัคซีนดังกล่าวออกนอกประเทศอีก 100 ล้านโดส แถมยังจะสั่งซื้อจากประเทศอังกฤษอีกต่อหนึ่ง ขณะเดียวกันอังกฤษยังมีแนวโน้มจะขอซื้อจากประเทศเยอรมนี

ศ.ดร.เดวิดกล่าวอีกว่า ปัจจุบันยาโอเซลทามีเวียร์ เป็นเพียงยาชนิดเดียวที่สามารถรักษาโรคดังกล่าวได้ สิ่งสำคัญประเทศกำลังพัฒนาต้องเร่งศึกษาวิจัยหาทางเลือกในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 นอกเหนือจากยาโอเซลทามีเวียร์ ซึ่งที่ผ่านมามีสมมติฐานว่า ยากลุ่มลดการอักเสบอาจมีประโยชน์ในการลดอาการป่วยของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ แต่ยังไม่มีนักวิจัยใดในโลกทำการวิจัยเรื่องนี้จริงๆ เรื่องนี้อยากให้นักวิจัยทั้งหลายหันมาศึกษาตัวยากลุ่มนี้ว่า มีความเป็นไปได้ตามสมมติฐานหรือไม่ นอกจากนี้ การศึกษาภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อการป้องกันโรคก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากพบว่าสาเหตุของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว นอกจากมาจากตัวเชื้อไวรัสแล้ว ยังมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานมากเกินไป

ข้อมูลจาก www.matichon.co.th หนังสือพิมพ์มติชน
ประจำวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11472 หน้า10


โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus)

ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดต่างกันอย่างไร

ไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อ Influenza virus เป็นการติดเชื้อทางเดินระบบหายใจ เชื้ออาจจะ ลามเข้าปอดทำให้เกิดปอดบวม ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศรีษะ ปวดตามตัวปวดกล้ามเนื้อมาก จะพบ มากทุกอายุโดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ แต่อัตราการเสียชีวิตมักจะพบมากในผู้ที่มีอายุ มากกว่า 60 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ โรคไต เป็นต้น การฉีดวัคซีน ป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอน โรงพยาบาล ลดโรคแทรกซ้อน ลดการหยุดงานหรือหยุดเรียน

สำหรับไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหล ไข้ไม่สูงมากในปี คศ.2003 ได้มีการแนะนำเรื่องไข้หวัดใหญ่ดังนี้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนคือเดือน ตุลาคมและพฤศจิกายน(เนื่องจากเชื้อนี้มักจะระบาดในต่างประเทศ หากประเทศเราจะฉีดก็น่าจะ เป็นช่วงเดียวกัน) โดยเน้นไปที่ประชาชนที่มีอายุ 50 ปี,เด็กอายุ 6-23 เดือน,คนที่อายุ 2-49 ปีที่มีโรค ประจำตัวกลุ่มนี้ให้ฉีดในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มอื่น เช่นเด็ก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ผู้ดูแลคนป่วย กลุ่มนี้ให้ฉีดเดือนพฤศจิกายน เด็กที่อายุ 6-23 เดือนควรจะฉีดทุกรายโดยเฉพาะเด็กที่มีโรค ประจำตัวร่วมด้วย ชนิดของวัคซีนที่จะฉีดให้ใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของเชื้อ A/Moscow/10/99 (H3N2)-like, A/New Caledonia/20/99 (H1N1)-like, และ B/Hong Kong/330/2001 ให้ลดปริมาณสาร thimerosal ซึ่งเป็นสารปรอท

การติดต่อ

เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายโดยทางเดินหายใจ วิธีการติดต่อได้แก่ ติดต่อโดยการไอหรือจาม เชื้อจะ เข้าทางเยื่อบุตาและปาก สัมผัสเสมหะของผู้ป่วยทางแก้วน้ำ ผ้า จูบ สัมผัสทางมือที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

อาการของโรค

ระยะฟักตัวประมาณ1-4 วันเฉลี่ย 2 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเฉียบพลัน เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดศรีษะอย่างรุนแรง ปวดแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบกระบอกตา ไข้สูง 39-40 องศา เจ็บคอคอแดง มีน้ำมูกไหล ไอแห้งๆ ตาแดง อาการไข้ คลื่นไส้อาเจียนจะหายใน 2 วัน แต่ อาการน้ำมูกไหลคัดจมูกอาจจะอยู่ได้ 1 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงมักจะเกิดในผู้สูงอายุหรือ มีโรคประจำตัว อาจจะพบว่ามีการอักเสบของเยื่อหุ่มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อย หอบ อาจจะมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะปวดศรีษะ ซึมลง หมดสติ ระบบหายใจอาจจะมีอาการ ของโรคปอดบวม จะหอบหายใจเหนื่อยจนถึงหายใจวาย โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่จะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีบางรายซึ่งอาจจะมีอาการปวดข้อและไอได้ถึง 2 สัปดาห์

ระยะติดต่อ

ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ ห้าวันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้ นาน 10 วัน

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่จะอาศัยระบาดวิทยาโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด และ อาการของผู้ป่วย การวินิจฉัยที่แน่นอนต้องทำการตรวจดังนี้นำเอาเสมหะจากจมูกหรือคอไปเพาะ เชื้อไวรัส เจาะเลือดผู้ป่วยหาภูมิ 2 ครั้งโดยครั้งที่สองห่างจากครั้งแรก 14 วัน การตรวจหา Antigen การตรวจโดยวิธี PCR,Imunofluorescent

โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

ผู้ป่วยอาจจะมีอาการกำเริบของโรคที่เป็นอยู่ เช่นหัวใจวาย หรือหายใจวาย มีการติดเชื้อ แบคทีเรียซ้ำ เช่น ปอดบวม ฝีในปอด เชื้ออาจจะทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

การรักษา

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่จะหายเอง หากมีอาการไม่มากอาจจะดูแลเองที่บ้าน วิธีการดูแลมีดังนี้ให้นอนพักไม่ควรจะออกกำลังกาย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือดื่มน้ำผลไม้ ไม่ควรดื่ม น้ำเปล่ามากเกินไปเพราะอาจจะขาดเกลือแร่ รักษาตามอาการ หากมีไข้ให้ใช้ผ้าชุมน้ำเช็ดตัว หากไข้ ไม่ลงให้รับประทาน paracetamol ไม่แนะนำให้ aspirinในคนที่อายุน้อยกว่า 20 ปีเพราะอาจจะทำ ให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า Reye syndrome ถ้าไอมากก็รับประทานยาแก้ไอ แต่ในเด็กเล็กไม่ควรซื้อ ยารับประทาน สำหรับผู้ที่เจ็บคออาจจะใช้น้ำ 1 แก้วผสมเกลือ 1 ช้อนกรวกคอ อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะอาจจะทำให้เชื้อลุกลาม ในช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์สาธรณะ ลูกบิด ประตู เวลาไอหรือจามต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก ช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงสถามที่ สาธารณะ

ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เมื่อไร

แม้ว่าไข้หวัดใหญ่จะหายได้เอง แต่ผู้ป่วยบางรายมีโรคแทรกซ้อน ดังนั้นหากมีอาการ เหล่านี้ควรพบแพทย์ผู้ป่วยเด็กควรปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ไข้สูงและเป็นมานาน ให้ยาลดไข้แล้วไข้ยังเกิน 38.5องศา หายใจหอบหรือหายใจลำบาก มีอาการมากกว่า 7 วัน ผิวสีม่วง เด็กดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่พอ เด็กซึม หรือไม่เล่น เด็กไข้ลด แต่อาการไม่ดีขึ้น

สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นไข้หวัดใหญ่หากมีอาการดังต่อไปนี้ให้พบแพทย์
  • ไข้สูงและเป็นมานาน
  • หายใจลำบาก หรือหายใจหอบ
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • หน้ามืดเป็นลม
  • สับสน
  • อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้
กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มที่เสี่งต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน ควรจะพบแพทย์เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคตับ โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด
  • คนท้อง
  • คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
  • ผู้ป่วยโรคเอดส์
  • ผู้ที่พักในสถาพเลี้ยงคนชรา
ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการเหล่านี้ควรจะรักษาในโรงพยาบาล
  • มีอาการขาดน้ำไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ
  • เสมหะมีเลือดปน
  • หายใจลำบาก หายใจหอบ
  • ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงเขียว
  • ไข้สูงมากเพ้อ
  • มีอาการไข้และไอหลังจากไข้หวัดหายแล้ว
การรักษาในโรงพยาบาล

แพทย์จะให้น้ำเกลือสำหรับผู้ที่ดื่มน้ำไม่พอ ผู้ป่วยเหล่านี้ควรจะได้รับยา Amantadine หรือ rimantidine เพื่อให้หายเร็วและลดความรุนแรงของ โรค ควรจะให้ใน 48 ชมหลังจากมีไข้ และให้ต่อ 5-7 วัน ยานี่ไม่ได้ลดโรคแทรกซ้อน ให้ยาลดน้ำมูกหากมีน้ำมูก ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนไม่ควรให้ยาปฎิชีวนะ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะหายใน 2-3 วันไข้จะหายใน 7 วันอาการอ่อนเพลียอาจจะอยู่ได้ 1-2 สัปดาห์

การป้องกัน

ล้างมือบ่อยๆ อย่าเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา, อย่าใช้ของส่วนตัว เช่นผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ร่วมกับผู้อื่น, หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย, ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย, เวลาไอจามใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก

การฉีดวัคซีน

การป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งทำจากเชื้อที่ตายแล้วโดยฉีดทีแขนปีละครั้ง หลังฉีด 2 สัปดาห์ภูมิจึงขึ้นสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ แต่การฉีดจะต้องเลือกผู้ป่วยดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ผู้ป่วยโรคเอดส์
  • หญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป และมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
  • ผู้ที่อาศัยในสถานเลี้ยงคนชรา
  • เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
  • นักเรียนที่อยู่รวมกัน
  • ผู้ที่จะไปเที่ยวยังที่ระบาดของไข้หวัดใหญ่
  • ผู้ที่ต้องการลดการติดเชื้อ
การใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่เพื่อรักษา

Amantadine and Ramantadine เป็นยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาไวรัสไๆข้หวัดใหญ่ชนิด A ไม่ ครอบคลุมชนิด B Zanamivir Oseltamivir เป็นยาที่รักษาได้ทั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A,B การให้ยาภายใน 2 วันหลังเกิดอาการจะลดระยะเวลาเป็นโรค จะใช้ยารักษาไข้หวัดกับคนกลุ่มใด

เราจะใช้ยากับคนกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ และยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคกลุ่มที่ควรจะได้รับยารักษาได้แก่

  • คนที่อายุมากกว่า 65 ปี
  • เด็กอายุ 6-23 เดือน
  • คนท้อง
  • คนที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ
การให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่

ยาที่ได้รับการรับรองว่าใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้แก่ Amantadine Ramantadine Oseltamivir วิธีการ ป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน แต่ก็มีบางกรณีที่จำเป็นต้องให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัด ใหญ่

ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับวัคซีนไม่ทัน ทำให้ต้องได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค ผู้ที่ดูดแลกลุ่มเสี่ยงและไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ควรจะได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่นโรคเอดส์ กลุ่มคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนและไม่อยากเป็นโรค

มานิตรับยอดจ่ายยาโอเชลทามีเวียร์ยังไม่นิ่ง

รมช.สธ.ตรวจสอบพบระบบการแจ้งข้อมูลการจ่ายยาโอเชลทามีเวียร์ยังไม่สมบูรณ์ ไม่ทราบปริมาณการใช้ยาต่อวัน ชี้ต้องปรับระบบการแจ้งข้อมูลการจ่ายยาในรพ.ทั่วประเทศ เพื่อใช้คำนวณการสำรองยาให้เพียงพอ

นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าววันนี้ (8 ส.ค.) ภายหลังตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยว่า ได้มาติดตามช่องทางพิเศษที่รับตรวจรักษาผู้ป่วยไข้หวัดทุกชนิด ติดตามการใช้ยาโอเชลทามีเวียร์ และระบบการส่งข้อมูลการใช้ยาของโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง ที่ส่งข้อมูลการใช้ยาผ่านองค์การเภสัชกรรมว่าแต่ละโรงพยาบาลมีการใช้ยาเพื่อรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไปกี่เม็ด ซึ่งขณะนี้พบว่าระบบยังไม่สมบูรณ์ คงต้องมีการปรับเปลี่ยนและปรับข้อมูล เพื่อให้ทราบว่าในรอบ 1 วัน ทั่วประเทศมีการจ่ายยาโอเชลทามีเวียร์ไปกี่เม็ด เพื่อใช้ในการคำนวณการสำรองยาให้เพียงพอ หากเกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ เนื่องจากเมื่อเข้าสู่เดือนสิงหาคม – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงปกติที่ไข้หวัดใหญ่จะระบาดมากที่สุด คาดว่าจะมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น

นายมานิต กล่าวต่อว่า ต้องปรับปรุงระบบการแจ้งข้อมูลการใช้ยาโอเชลทามีเวียร์ ขณะนี้ยังไม่สามารถส่งผ่านระบบขององค์การเภสัชกรรมได้ เนื่องจากขององค์การเภสัชกรรมจะทราบแต่ยอดคงเหลือ ไม่มีลงข้อมูลยอดการใช้ยาแต่ละวัน ซึ่งยาที่เข้ามาของระบบโรงพยาบาลบางแห่ง ไม่ได้มาจากแหล่งขององค์การเภสัชกรรมเพียงแหล่งเดียว ทำให้ยอดไม่นิ่ง ต้องการปรับยอดให้นิ่ง

สำหรับการจ่ายยาให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศรีสัชนาลัย นายมานิต กล่าวว่า ไม่มีปัญหาเพราะมีผู้ป่วยจำนวนน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่จ่ายยาโอเชลทามีเวียร์ เป็นผู้ป่วยในที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น ได้มอบนโยบายว่า เมื่อตรวจพบผู้ป่วยเข้าข่าย ตามแนวทางปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อหรืออาจติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของกระทรวงสาธารณสุข ให้ยาโอเชลทามีเวียร์ทันที หากอาการไม่หนักให้จ่ายยาและกลับไปพักที่บ้านได้ และให้สังเกตคนในครอบครัวหากป่วยมีไข้ให้รีบมารักษาในโรงพยาบาลทันที นายมานิตกล่าว

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

สธ.เตือนสค.-กย. ระบาดหนัก หวัดใหญ่2009

สธ. ห่วงหวัด 2009 ระบาดหนัก ส.ค.-ก.ย. นี้ เหตุยอดป่วยสูงกว่าหวัดใหญ่พันธุ์เดิม 10 เท่า เตือนยังระบาดต่อถึง ม.ค.-ก.พ. ปีหน้า "หมอมงคล " ชู "รวมพลังสู้หวัด 2009"ประสาน 10 ทิศ ผนึก 3 เหล่าทัพ-ศธ.-กทม.

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการสนับสนุนป้องกัน ควบคุม และการแก้ปัญหาการแพร่ระบาด ของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่า สำนักระบาดวิทยาประเมินสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอช 1 เอ็น1 ว่า ในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. นี้ คาดว่าการแพร่ระบาดยังเป็นช่วงขาขึ้น เนื่องจากสถิติที่ผ่านมาในปี 2551 มีผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ช่วงเดียวกันจำนวนประมาณ 10,000 รายต่อเดือน ขณะที่ปีนี้ในช่วงเดือนมิ.ย.และ ก.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เฉลี่ยมากกว่าเดิมประมาณ 10 เท่า เป็นผลจากการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ประชาชนยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ดังนั้นเมื่อเข้าสู่เดือน ส.ค.-ก.ย. เป็นช่วงปกติที่ไข้หวัดใหญ่จะระบาดมากที่สุด จะทำให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแน่นอน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในรอบแรกของไทยครั้งนี้ จะต่อเนื่องไปถึงเดือนม.ค.-ก.พ. ปี 2553 เพราะฤดูที่ระบาดมากจะอยู่ช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว แต่การที่ประชาชนตื่นตัวมากขึ้น ทำให้บางพื้นที่เริ่มเห็นอัตราป่วยค่อนข้างคงที่ไม่เพิ่มขึ้นเหมือนระยะแรก ถือเป็นสัญญาณที่ดี และการมีคณะอนุกรรมการสนับสนุนป้องกันฯ มาสนับสนุนและเป็นหน่วยงานกลางประสานกับทุกภาคส่วน จะทำให้การป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากประชาชนทุกคน สามารถช่วยหยุดการระบาดของโรคนี้ได้ ด้วยการมีสุขนิสัยที่ดีในการไอ จาม หมั่นล้างมือ ข้อสำคัญที่สุดคือหากป่วยมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ แม้อาการน้อยก็ขอให้หยุดงานหรือหยุดเรียนเฝ้าสังเกตอาการ และแยกพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ถ้าอาการน้อยจะหายได้เอง หากเริ่มมีอาการมากหรือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงให้ไป หาแพทย์ทันที

นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานคณะอนุกรรมการฯ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจัดการปัญหาไม่ได้ คนไทยทุกคนต้อง "รวมพลังสู้หวัด 2009" คณะอนุกรรมการฯเห็นตรงกันว่า ยุทธศาสตร์สำคัญคือสร้างเจ้าภาพร่วมในการทำงาน โดยมาตรการเร่งด่วนจะดำเนินการใน 7 หน่วยงานและสถานที่ที่มีคนจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 33 ล้านคน 1.สถาบันการศึกษา ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม. ) เอกชน 40,153 โรง ที่มีนักเรียน นักศึกษาในความดูแล 20 กว่าล้านคน จะมีมาตราการเข้มข้นในการคัดกรองผู้ป่วย ทำความสะความสะอาดจุดสัมผัสร่วมกัน ให้นักเรียนมีแก้วน้ำและช้อนทานอาหารของตนเอง พร้อมสนับสนุนสื่อให้ความรู้เรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 2.สถาบันอุดมศึกษา ร่วมกับมหาวิทยาลัยรัฐ เอกชน ราชภัฎ ราชมงคล มีมาตรการเข้มข้นคัดกรองผู้ป่วย และจะประชุมร่วมกันภายในกลางเดือนนี้ เพื่อให้เยาวชนมาร่วมเป็นพลังในการป้องกันโรค

กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มบริการขนส่งสาธารณะ องค์การขนส่งมวลชนฯ การรถไฟแห่งประเทศไทย รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา ที่จะติดตั้งเจลล้างมือบริเวณให้บริการ อาทิ บนรถเมล์ ท่าเรือ สถานี ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ จะสนับสนุน 2 รูปแบบ คือ การมอบเจลล้างมือให้ในช่วงแรก และประสานกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อให้หน่วยงานต่างๆจัดซื้อในราคาต่ำ โดยมีผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะไม่ต่ำกว่า 2600,000 คนต่อวัน คาดว่าจะเริ่มติดตั้งจุดล้างมือได้ภายในสัปดาห์หน้า กลุ่มที่ 4 คือ 3 เหล่าทัพ ที่ได้รับความร่วมมือ จากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ที่จะให้นำสื่อให้ความรู้เรื่องไข้หวัดเข้าไปเผยแพร่ เป็นนโยบายของทุกเหล่าทัพที่จะป้องกันไข้หวัด 2009 เพื่อดูแลกำลังพลและครอบครัวกว่า 2 ล้านคน

กลุ่มที่ 5.กรุงเทพมหานคร ที่ร่วมมือจัดมาตรการดูแลสถานที่ชุมชน อาทิ สวนสาธารณะ ตลาด โรงเรียน 6.กระทรวงแรงงาน ที่จะร่วมสนับสนุนสื่อในการจัดคาราวานแรงงานป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั่วประเทศ ที่มีแรงงานในประกันสังคมกว่า 9 ล้านคน 7.ชุมชนท้องถิ่น ผ่านกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนสื่อในองค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต.) ทั้ง 6,746 แห่ง โดยคณะอนุกรรมการฯ จะเดินหน้าประสานความร่วมมือ และสนับสนุนหน่วยงานอื่นๆต่อไป เพราะการ ป้องกัน คือการต่อสู้กับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้อย่างดีที่สุด ส่วนมาตรการระยะยาวด้านวิชาการ ได้สนับสนุนให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาวิจัยพัฒนาวิธีการตรวจสอบภูมิ ต้านทาน เพื่อทราบภูมิคุ้มกันในระดับชุมชน และใช้ประเมินประสิทธิภาพของวัคซีน พร้อมทั้งศึกษาระบบควบคุมป้องกันโรค เพื่อเตรียมทำข้อเสนอแนะปรับปรุงระบบของไทย ต่อรัฐบาลสำหรับหน่วยงานและประชาชน สามารถติดต่อขอรับสื่อให้ความรู้ อาทิ โปสเตอร์ สติกเกอร์ ได้ที่หมายเลข 1330 และ 1422 หรือดูข้อมูลได้ที่ www.flu2009thailand.com ที่จะมีวิธีการทดสอบการป่วยหรือไม่ป่วยด้วยไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 องค์ความรู้และข้อมูลจากทั่วโลก ที่ปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

สธ.ส่งแพทย์ตรวจเณรวัดคีรีวงศ์ นครสวรรค์

พบป่วยไข้ไอ เจ็บคอ 53 รูป ส่วนใหญ่อาการไม่มาก ให้พักรักษาตัวที่วัดและให้เจ้าหน้าที่ติดตามอาการทุกวัน

จากกรณีสื่อมวลชนเสนอข่าวสามเณรที่บวชเรียนหนังสือในโรงเรียนคีรีวงศ์วิทยา วัดคีรีวงศ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ป่วยเป็นไข้หวัดแทบยกวัด นอนจับไข้หนาวสั่นบนศาลารอแพทย์มาตรวจเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา

วันนี้ (6 ส.ค.)นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการสอบถามข้อมูลไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ ทราบว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 โรงพยาบาลสรรค์ประชารักษ์ได้จัดทีมแพทย์พยาบาลไปให้การตรวจรักษาทันทีที่ได้รับแจ้ง โดยสามเณรเริ่มทยอยป่วยตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 พบป่วย 53 รูป จากทั้งหมด 105 รูป ส่วนใหญ่อาการไม่มาก มีไข้ ไอ เจ็บคอ ไม่ต้องส่งไปนอนรักษาในโรงพยาบาล โดยได้แยกสามเณรที่ป่วยนอนพักรักษาตัว ไม่ปะปนกับสามเณรอื่น ๆ แนะนำเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคล และการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ติดตามอาการ และค้นหาสามเณรที่มีอาการป่วยทุกวัน

นายแพทย์สุพรรณ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข ได้ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้วิธีการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ทั้งไข้หวัดทั่วไป ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ และตามฤดูกาล มั่นใจว่าขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้ในการปฏิบัติตัวเป็นอย่างดี แต่ขอให้ทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย โดยประชาชนที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดขอให้พักงาน ใส่หน้ากากอนามัย และพักอยู่ที่บ้านจนอาการหายเป็นปกติ เพื่อลดการแพร่เชื้อสู่คนอื่น

"ส่วนคนที่ไม่ได้ป่วย หากจำเป็นต้องเข้าไปในที่มีคนอยู่หนาแน่นและมีผู้คนเข้าออกเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า วัด ศาสนสถาน หอพัก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรคได้กว้างขวาง ขอให้ใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจับลูกบิดประตู ราวบันได ที่กดชักโครก โต๊ะ เก้าอี้ สิ่งอื่นๆ ที่มีคนสัมผัสหรือใช้ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดอัตราการป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและไข้หวัดใหญ่ได้เป็นอย่างดี" โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

สธ.แถลงหวัด09 ตาย81ราย ป่วยสะสมลดลง

สธ.แถลงสรุปจำนวนผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ 2009 เพิ่มอีก 16 ราย ยอดตายสะสมเพิ่มเป็น 81 ราย ชี้การระบาดในกทม.และปริมณฑลลดลง ส่วนภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น.....

เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ผ่านมา(5 ส.ค.)น.พ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะแพทย์ แถลงข่าวสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ เอช1เอ็น1 ประจำสัปดาห์ว่า ในรอบสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค.-2 ส.ค.กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้ขึ้นทะเบียนผู้เสียชีวิตไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 16 ราย เป็นชาย 9 ราย หญิง 7 ราย ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว 5 ราย โดยมียอดผู้เสียชีวิตสะสม จำนวน 81 รายทั้งนี้ ในจำนวนผู้เสียชีวิต 16 ราย มี 12 รายที่มีโรคประจำตัว โดยอ้วน มีน้ำหนักตัวมากสูงที่สุด รองลงมาเป็นเบาหวาน หอบหืด สูบบุหรี่จัด และหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตที่ลดลง เนื่องจากมีความตื่นตัวและเข้าใจโรคนี้มากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ เมื่อมีอาการเจ็บป่วยแล้วมารักษาตัวช้า โดยเฉลี่ยมีอาการป่วยแล้วถึง 5-6 วันจึงมาพบแพทย์ ทำให้มีอาการหนักทำให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสไม่ได้ผล แต่ถือว่าค่าเฉลี่ยระยะเวลาในการมาพบแพทย์หลังเจ็บป่วย สั้นลงกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 วัน

รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวอีกว่า สำหรับยุทธศาสตร์และมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการต่อไป ยังคงเน้นหนักเรื่อง “2 ลด 3 เร่ง” ได้แก่ 1.ลดการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด โดยเน้นให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์อย่างรวดเร็ว 2.ลดการติดเชื้อและการป่วยให้มากที่สุด โดยกระตุ้นให้ประชาชนมีพฤติกรรมที่ถูกต้อง ในการป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ และไม่แพร่เชื้อสู่คนอื่นขณะป่วย 3.เร่งให้อสม.กว่า 980,000 คนทั่วประเทศ ออกให้คำแนะนำและค้นหาผู้ป่วยในหมู่บ้านและชุมชนเป็นประจำ 4.เร่งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองได้อย่างถูกต้อง โดยร่วมมือเป็นเครือข่ายกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สสส. สปสช. และ 5.เร่งกระจายการบริหารจัดการสู่ระดับจังหวัด โดยรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ติดตาม กำกับ ให้มีการปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้ในพื้นที่อย่างจริงจัง

ด้านนพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ทั่วโลก พบการระบาดกระจายไปกว่า 160 ประเทศ ซึ่งองค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ได้หยุดการรายงานตัวเลขผู้ป่วยสะสม ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.2552 ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ได้สะท้อนถึงจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริง ในส่วนของประเทศไทย จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางระบาดวิทยา คาดว่าขณะนี้มีผู้ติดเชื้อประมาณ 3.5-5 แสนคน ส่วนใหญ่หายเป็นปกติแล้วเนื่องจากอาการไม่มาก ซึ่งสอดคล้องกับทั่วโลก การระบาดมีแนวโน้มชะลอตัวลงในกทม.และปริมณฑล ส่วนภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น.

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

พ่อเฒ่าเสี่ยงหวัด ฉีดวัคซีน กลับบ้านสิ้นใจ

ลูกชายร้องพ่อวัย 66 ปี ทางจังหวัดแจ้งว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันพร้อมกับคนแก่ในหมู่บ้าน กลับมาได้ 2 วันก็หน้ามืดหัวใจสั่น ต้องนำส่ง รพ.ก่อนสิ้นใจ..

วานนี้ (4 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 95 บ้านเชียงเครือ หมู่ 6 ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีข่าวว่า มีผู้เสียชีวิตหลังไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เมื่อไปถึงพบชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังช่วยกันจัดสถานที่เพื่อจัดงานศพของนายสว่าง วงศ์อินตา อายุ 66 ปีเจ้าของบ้าน ท่ามกลางความเศร้าสลดของญาติและครอบครัว

นายจิตรกร วงศ์อินตา อายุ 40 ปี ลูกชายของผู้ตาย เล่าว่า เมื่อประมาณวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา นายสว่าง ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านว่า มีรายชื่อจากทางจังหวัดระบุว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ให้ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ รพ.ป่าติ้ว เมื่อรับแจ้งแล้ว ในวันที่ 21 ก.ค. นายสว่าง พร้อมพวกที่มีชื่ออีก 24 คน ได้เดินทางไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่ รพ.ป่าติ้ว ซึ่งที่ผ่านมา นายสว่าง เคยป่วยเป็นโรคหัวใจรั่ว และความดันโลหิตสูง ต้องไปพบแพทย์อยู่เป็นประจำ

นายจิตรกร กล่าวต่อว่า หลังจากฉีดวัคซีนมาเพียง 2 วัน คือ วันที่ 24 ก.ค. นายสว่าง ก็มีอาการหน้ามืด หัวใจสั่นแล้วล้มลง ญาติต้องรีบนำส่ง รพ.ป่าติ้ว อีกครั้ง แต่ รพ.ป่าติ้ว ตรวจดูอาการว่าหนักมากจึงไม่รับ ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาลเอกชน ในตัวเมืองยโสธร ซึ่งตนและครอบครัวต้องหมดค่าใช้จ่ายไปกว่า 100,000 บาท แต่ก็ไม่อาจยื้อชีวิตของนายสว่างได้ เช้าตรู่ของวันที่ 4 ส.ค. นายสว่าง ก็สิ้นใจ สร้างความเศร้าสลดให้แก่ญาติและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวของผมในครั้งนี้ อยากวิงวอนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง ได้ให้ความช่วยเหลือด้วย" นายจิตรกร กล่าวด้วยความเสียใจ

นอกจากนี้ นายจิตรกร ยังตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้สูงอายุในหมู่บ้านที่ไปรับการฉีดวัคซีนพร้อมกันกับนายสว่าง ที่ รพ.ป่าติ้ว อาทิ นายทองคำ หอมหวล อายุ 73 ปี นางวันทอง หอมหวล อายุ 66 ปี นายบุญเดช วงศ์อินตา อายุ 65 ปี น้องชายของนายสว่าง หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ต่างก็มีอาการ เวียนศีรษะ หน้ามืด หัวใจสั่น เหมือนกันทุกราย ซึ่งทุกคนต่างบอกตรงกันว่าก่อนที่หมอจะฉีดวัคซีนให้ ไม่มีการตรวจเช็คร่างกายของผู้ป่วยก่อนเลยแม้แต่รายเดียว

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเรื่องนี้ไปยัง นพ.เอกวิทย์ เรืองไชยวุฒิ ผู้อำนวยการ รพ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ซึ่งกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ยังไม่ได้ตรวจเช็คผลหลังฉีดยาไปแล้ว เพราะเป็นยาใหม่"

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

Tuesday, August 4, 2009

“มานิต” เร่งอภ.ผลิตยาต้านไวรัสชนิดน้ำสำหรับเด็ก

รมว.สธ.มั่นใจระบบการกระจายยาโอเซลทามิเวียร์ถึงคลินิก จะทำให้ประชาชนที่ป่วยได้รับความสะดวก ได้กินยาเร็วขึ้น เชื่อลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ พร้อมสั่งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพทำสติ๊กเกอร์ติดหน้าคลินิก

วันนี้ (3 ส.ค.) นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังติดตามมาตรการกระจายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ในคลินิก เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ที่มิตรไมตรีคลินิกเวชกรรม ถ.สนามบินน้ำ อ.เมือง จ.นนทบุรี ว่า คลินิกที่จะเข้าร่วมโครงการจ่ายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์นั้น จะมีเฉพาะคลินิกที่รักษาโรคทั่วไป ไม่รวมถึงคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกโรคผิวหนัง คลินิกด้านความงาม ได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด ประชุมทำความเข้าใจแนวทางการให้ยาต้านไวรัสกับคลินิกที่เข้าร่วมโครงการให้ชัดเจน ก่อนจะดำเนินการจ่ายยาให้สำรองที่คลินิกแห่งละ 50 เม็ด ซึ่งสามารถรักษาผู้ป่วยได้ 5 คน เพื่อให้ทุกแห่งปฏิบัติตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขได้อย่างถูกต้อง

นายมานิต กล่าวต่อว่า แม้คลินิกที่เข้าร่วมโครงการแต่ละแห่งจะมียาต้านไวรัสเพียงแห่งละ 5 ชุด แต่ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงสาธารณสุขมียาต้านไวรัสให้กับประชาชนที่จำเป็นต้องได้รับยาอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิก เพราะเมื่อคลินิกจ่ายให้กับผู้ป่วยแล้ว สามารถเบิกคืนกับโรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ใกล้ที่ตั้งคลินิก เพื่อสำรองให้ครบจำนวนได้ตลอด ดังนั้น ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจะมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง มะเร็ง หญิงตั้งครรภ์ และคนอ้วน หากป่วยเป็นไข้หวัด กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 วัน ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรง หากกินยาแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ขอให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกที่เข้าร่วมโครงการ

นายมานิต กล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ยังไม่มีการผลิตยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ที่ใช้สำหรับเด็กโดยเฉพาะ ในการใช้จะต้องแบ่งคำนวณจากยาแคปซูลของผู้ใหญ่ ซึ่งต้องใช้เภสัชกรดูแลผสมยา และมีใช้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น ยังไม่สามารถจ่ายยาให้เด็กในคลินิกได้ ได้เร่งรัดให้องค์การเภสัชกรรม ผลิตยาต้านไวรัสชนิดน้ำสำหรับเด็กให้เร็วที่สุดแล้ว หากสามารถผลิตได้เร็วก็จะยิ่งสะดวกสำหรับการรักษาผู้ป่วยเด็กมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายมานิต พร้อมด้วยนายสุเทพโกมลภมร ผวจ.ราชบุรี นายวันชัยธีระสัตยกุล นายกอบจ.ราชบุรี นพ.สุริยะ คูหะรัตน์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจ.ราชบุรี นำแม่สามีและสามี ของหญิงชาวราชบุรีที่เสียชีวิตเพราะติดเชื้อไข้หวัด 2009 ขณะตั้งท้องได้ 7 เดือน และแพทย์ต้องผ่าตัดนำลูกคลอดออกมาก่อนกำหนด และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา เดินทางไปที่ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนศรีสุริยวงศ์ เขตเทศบาลเมืองราชบุรี เพื่อเปิดบัญชีไว้เป็นกองทุนของลูกสาววัย 7 เดือน ที่แม่เสียชีวิตเพราะไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ซึ่งบัญชีดังกล่าวเปิดให้ผู้ใจบุญสามารถบริจาคได้ที่เลขที่บัญชี736–0–20208–6

ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ และดูการกระจายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ที่คลินิกเวชกรรม กม. 30 อ.เมือง จ.สมุทรปราการ และกล่าวว่า นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขต้องการให้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ เข้าถึงยาต้านไวรัสได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรง โดยขณะนี้ได้กระจายยาต้านไวรัสให้คลินิกที่เข้าร่วมโครงการแห่งละ 5 ชุด เพื่อให้ประชาชนที่เจ็บป่วยได้รับความสะดวก ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลซึ่งมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก มั่นใจว่ามาตรการนี้จะลดการเสียชีวิตของประชาชนลงได้ ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือคลินิกเอกชนที่เข้าร่วมโครง ให้ขึ้นป้ายประกาศหน้าคลินิกแจ้งให้ประชาชนทราบ และมอบกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ออกแบบจัดทำป้ายสติ๊กเกอร์แจกคลินิกทั่วประเทศในสัปดาห์หน้า

ด้านนายแพทย์ปราชญ์ กล่าวว่า วันนี้ที่โรงพยาบาลสมุทรปราการมีผู้ป่วยปอดอักเสบอาการหนักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู 2 ราย รายแรกเป็นชายอายุ 51 ปี ส่งตัวมาจากโรงพยาบาลบางบ่อ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัว แต่ความดันโลหิตดีขึ้น โดยได้รับยาโอเซลทามิเวียร์ครบตั้งแต่รักษาตัวที่โรงพยาบาลบางบ่อ รายที่ 2 เป็นหญิงอายุ 72 ปี ส่งตัวมาจากโรงพยาบาลพระสมุทรเจดีย์เมื่อวานนี้ (2 ส.ค.) ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน กินยาไม่สม่ำเสมอ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระสมุทรเจดีย์ด้วยอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ ขณะอยู่ที่โรงพยาบาลมีภาวะแทรกซ้อนที่ปอด แพทย์ให้ยาปฏิชีวนะ และให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ รอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ วันนี้ยังมีไข้ต่ำๆ รู้สึกตัวดี ความดันปกติ ผู้ป่วยทั้ง 2 รายนี้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลศิริราชมาร่วมดูแลอย่างใกล้ชิดร่วมกับทีมแพทย์ของโรงพยาบาลสมุทรปราการ

นายแพทย์ปราชญ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีหญิงอายุ 20 ปี ตั้งครรภ์ 5 เดือนมาตรวจที่แผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสมุทรปราการเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2552 ด้วยอาการไข้สูง มีน้ำมูก แพทย์ให้ยาโอเซลทามิเวียร์ไปกินที่บ้าน รายนี้มีปัญหาปอดอักเสบร่วมด้วย แต่ได้รับยาทันทำให้อาการหายเป็นปกติ อาการปลอดภัยทั้งแม่และลูก ขณะนี้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ใช้แนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เหมือนกันทั่วประเทศ รายใดที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือกินยาลดไข้แล้วไข้ยังไม่ลดหรืออาการไม่ดีขึ้นหลังป่วย 48 ชั่วโมง แพทย์จะให้กินยาต้านไวรัสทันที ซึ่งเป็นแนวทางที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ทั่วโลกใช้ โดยยาดังกล่าวจะลดภาวะปอดบวม ลดการเข้านอนโรงพยาบาลและลดอัตราการเสียชีวิต

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

แจกกว่า100คลินิก โอเซลทามิเวียร์ 177แห่งทั่วกทม.

อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเรียกประชุม 177 คลินิกทั่วกทม. ทำความเข้าใจมาตรการรักษาผู้ป่วยหวัด 09 พร้อม แจกยาโอเซลทามิเวียร์ให้คลินิกกว่า 100 แห่งที่ผ่านเกณฑ์ 8 ข้อ

เมื่อเวลา 9.00 น. วันนี้ (2 ส.ค.) ที่ห้องประชุมชั้น 9 กระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมแพทย์และเจ้าของคลินิกเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยมี นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นประธาน มีคลินิกเข้าร่วมจำนวน 177 แห่ง นพ.สมยศ กล่าวว่า การประชุมผู้ประกอบการและแพทย์ประจำคลินิกเอกชนในเขตกทม.วันนี้ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจถึงหลักเกณฑ์และมาตรการในการให้การรักษาผู้ป่วยไข้ หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์แก่ผู้ป่วยต้องพิจารณา ให้เหมาะสมตามแนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อหรืออาจติดเชื้อไข้ หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 ( Clinical Practice guideline )นอกจากนี้ ยังได้ให้คลินิกทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้กรอกแบบฟอร์มตรวจสอบ คุณสมบัติว่าคลินิกแต่ละแห่งมีคุณสมบัติครบตามมาตรการ 8 ข้อ ที่กระทรวงสาธารณสุข กำหนดตามคำมติของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์ และสาธารณสุขระดับชาติ มี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ เป็นประธาน กำหนดไว้หรือไม่ หากคลินิกใดมีคุณสมบัติครบถ้วนก็จะได้รับแจกยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ จำนวน 5 ชุด ชุดละ 10 เม็ด ไปเลยเพื่อสำรองไว้ในคลินิกและสามารถใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.เป็นต้นไปตรวจสอบคุณสมบัติ 8 ข้อคลินิกกทม.สอบผ่านเกินร้อย

อธิบดี กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการ 8 ข้อ ที่กระทรวงสาธารณสุข กำหนดประกอบด้วย 1.คลินิกทั่วประเทศจะต้องมีแพทย์เป็นผู้ดูแลและเป็นผู้สั่งจ่ายยาได้ เท่านั้น 2.คลินิกจะต้องจัดส่งรายงานหลักฐานการจ่ายยาและอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ ยา ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหรือกระทรวงสาธารณสุขทุกวัน 3.คลินิกจะต้องมีมาตรการป้องกันการติดเชื้อในคลินิกทุกแห่ง 4.คลินิกที่ต้องการมียาต้านไวรัสไว้ในคลินิก จะต้องสมัครเข้าร่วมโครงการและแพทย์ในคลินิกทุกคนจะต้องได้รับการอบรม และประเมินความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ 5.ให้คลินิกมีการส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล 6.คลินิกควรมีกลไกในการติดตามผู้ป่วยทุกรายหลังการรักษา 7.ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจัดระบบการตรวจสอบคลินิกที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งในเรื่องมาตรฐานการดูแลรักษา การสั่งจ่ายยา การป้องกันการติดเชื้อในคลินิกทุกเดือน และ8.คลินิกที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

"เท่าที่ตรวจสอบคุณสมบัติในวันนี้ มีคลินิกมากกว่า 100 แห่งผ่านเกณฑ์ทั้ง 8 ข้อ ได้จ่ายยาให้ไปในวันนี้เลยเพื่อความรวดเร็วลดขั้นตอนการแจกจ่ายยา และได้มอบให้กองประกอบโรคศิลปะ จัดทำเอกสารแนะนำแนวทางป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในคลินิก แจกให้กับคลินิกที่เข้าร่วมประชุมปรับปรุงคลินิกของตนเองให้มีมาตรฐาน ปลอดภัยสำหรับประชาชน " นพ.สมยศ กล่าว

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

แพทย์อ้อมแอ้ม หญิง15แท้งลูก ไม่ติดเชื้อหวัด09

แพทย์ แถลงเสียงอ่อยผลตรวจหญิง 15 ปีเศษ แท้งลูก 6 เดือนที่โคราชไม่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ขณะที่ไข้เลือดออกคร่าชีวิตนักศึกษาสาววัย 21 ปี จาก จ.นราธิวาส เผยในรอบปีตายแล้ว 2 ราย …

เมื่อเวลา 11.30 น.วันนี้ (31 ก.ค. ) ที่ห้องประชุมชั้น 9 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา อ.เมืองนครราชสีมา นพ.วิชัย ขัตติยะวิทยากุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นพ.วีระศักดิ์ เกียรติผดุงกุล รอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แถลงการแท้งลูกของหญิงวัย 15 ปี ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ถูกส่งตัวมาจาก อ.ด่านขุนทด และเข้ารักษาตัวที่ห้อง ไอซียู ชั้น 7 โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ห้องสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในห้องนี้ไปแล้ว 2 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 1 ราย เนื่องจากมีโรคประจำตัวแทรกซ้อนหลายโรค

นพ.วิชัย กล่าวถึงผู้ป่วยหญิงสาวท้อง 6 เดือน อายุ 15 ปีเศษ ว่า ยืนยันว่า ช่วงแรกมีอาการเกี่ยวกับระบบหายใจ และช่วงนี้มีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาด จึงสงสัยและได้ส่งตัวไว้ไว้ที่ห้องแยก ไอซียู จากนั้น มีการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ภายหลังได้มีการแท้งบุตร ได้ส่งเชื้อตรวจผลในห้องปฏิบัติการโดย นพ.วีระศักดิ์ มีรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ป่วยรายนี้ชัดเจน

นพ.วีระศักดิ์ เกียรติผดุงกุล รอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า หญิงอายุ 15 ปีเศษที่ตั้งครรภ์ 6 เดือนและได้แท้งลูกในครรภ์เมื่อวันที่ 28 ก.ค. จากผลการตรวจสารคัดหลั่งในช่อคอของหญิงรายดังกล่าวไปตรวจในห้องแปฏิบัติการ 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 20 ก.ค. และ 24 ก.ค. ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการคือ ลบทั้ง 2 ครั้ง ไม่สนับสนุน ไม่ยืนยันว่าหญิงคนดังกล่าวเป็นเชื้อโรคหวัดหรือมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ เอช 1 เอ็น 1 เมื่อผลการตรวจในห้องปฏิบัติการยืนยันแล้วถึง 2 ครั้งก็ไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก สาเหตุที่หญิงคนนี้แท้งลูก เกิดจากไข้หวัดที่มีอาการรุนแรง เท่านั้น ขณะที่อาการล่าสุดของหญิงคนดังกล่าวยังคงมีอาการโคม่าและพักรักษาตัวอยู่ใน ห้องไอซียู โดยมีอาการปอดติดเชื้ออย่างรุนแรง จนปอดแตก ระบบหายใจล้มเหลว หายใจด้วยตัวเองไม่ได้ ยังคงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.30 น.วันเดียวกัน มีนักศึกษาพยาบาลจาก จ.นราธิวาส อายุ 21 ปี ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จ.นครราชสีมา ป่วยเป็นไข้เลือดออก และได้รับแจ้งจาก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ว่า เสียชีวิต และได้ส่งศพกลับไป จ.นราธิวาส การรักษาช่วงที่เข้ามาทำการรักษาเมื่อวันที่ 21 ก.ค. คณะแพทย์ ได้ใช้เครื่องฟอกไต และใช้เครื่องช่วยหายใจ อุปกรณ์ทุกอย่างใช้เต็มที่ในการช่วยชีวิต โดยผู้ป่วยรายนี้ไม่มีโรคประจำตัว และโรคไข้เลือดออกเสียชีวิตเป็นรายที่ 2 ในปีนี้

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

หมอดับที่เชียงใหม่ติดเชื้อในกระแสเลือด

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยันไม่ได้เสียชีวิตจากหวัด09 อีกทั้งมีโรคประจำตัวหลายอย่าง และสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อมูลก็ไม่เป็นความจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (31 ก.ค.) ว่า รศ.นพ.นิเวศน์ นันทจิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อม รศ.นพ.วัฒนา นาวาเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ร่วมแถลงกรณีแพทย์เสียชีวิตเพราะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ตามรายงานการแพทย์ที่รักษาโรคยืนยันว่า เสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต ไม่ไช่หวัด 2009 อีกทั้งมีโรคประจำตัวหลายอย่าง แต่การตรวจพิสูจน์อื่นอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งข่าวที่ออกไปทำให้ได้รับผลกระทบกับสิทธิของผู้ป่วยและญาติมาก เนื่องจากไม่เป็นความจริง รวมถึงกรณีระบุว่า สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อมูล ไม่เป็นความจริง จึงขอให้สื่อตรวจสอบข้อมูลให้ชัดก่อนเสนอข่าวออกไป เพื่อป้องกันความสับสน อีกทั้งแพทย์ที่เสียชีวิตนั้น ลาออกจากโรงพยาบาลไปกว่า 5 ปีแล้ว โดยไปทำธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวกับการแพทย์ จึงไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

Saturday, August 1, 2009

'มานิต' ติดใจไปอีกแจกหน้ากากคอนเสิร์ตเบิร์ดเย็นนี้

สธ. เตรียมนัดหารือเงื่อนไขการใช้ยา “ต้านไวรัสโอเชลทามีเวียร์”ในคลินิกกทม. เร็วๆนี้ เผยอนามัยโลก พบการใส่หน้ากากอนามัยสามารถลดการแพร่กระจายของละอองเสมหะที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนได้ถึง 80 %

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าววันนี้ (30 ก.ค.) ถึงความคืบหน้าการกระจายยาต้านไวรัสโอเชลทามีเวียร์ให้คลินิกว่า หลังจากที่ได้ประชุมนายแพทย์สาธารณสุขทุกจังหวัดเมื่อวานนี้ (29 ก.ค.)เพื่อแจ้งเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการใช้ยาของคลินิกในต่างจังหวัดแล้ว ส่วนคลินิกในกรุงเทพมหานครจำนวน 3,805 แห่ง จะประชุมปลัดกระทรวงสาธารณสุข รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และอธิบดีกรมที่เกี่ยวข้องวันนี้ และจะนัดหารือรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อกำหนดรายละเอียดการจ่ายยาตามเงื่อนไข ที่รวดเร็ว รัดกุม แต่ต้องเคร่งครัดในเงื่อนไขทั้ง 8 ประการตามที่คณะอนุกรรมการระดับชาติกำหนด

ทั้งนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จะเริ่มให้คลินิกแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการฯ จัดอบรมชี้แจงตามแนวทางที่ตั้งไว้ และตรวจสอบระบบการรายงานให้เป็นไปตามเงื่อนไข หากเข้าเงื่อนไขก็พร้อมจ่ายยาได้ อยู่ที่ความพร้อมของคลินิก และให้รายงานการจ่ายยาทุกวัน หากพบคลินิกไม่เข้าข่ายตามเงื่อนไขก็ไม่สามารถจ่ายยาได้ และประชาชนไปตรวจรักษาที่คลินิกไม่มียา โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง คลินิกต้องแนะนำให้ผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐทันที และประชาชนทั่วไปหากเป็นไข้สูงรีบไปโรงพยาบาลทันทีด้วยเช่นกัน

ด้านนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันนี้เวลา 18.00น. จะนำหน้ากากอนามัยกระดาษใช้ครั้งเดียวทิ้งจำนวน 5,000 ชิ้น เจลล้างมือ จำนวน 4,000 ชิ้น พร้อมเอกสารคู่มือ รู้ทันไข้หวัด 2009 จำนวน 10,000 ฉบับ ไปแจกให้กับผู้เข้าชมคอนเสิร์ตเบิร์ด (ธงชัย แมคอินไตย) ที่เมืองทองธานี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไข้หวัดใหญ่เนื่องจากมีประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายมานิต กล่าวด้วยว่า เนื่องจากเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ในละอองน้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วย จากการไอ จาม สามารถกระจายออกไปไกลถึง 3 ฟุต ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดมีโอกาสรับเชื้อได้ ซึ่งงานวิจัยขององค์การอนามัยโลกพบว่า การใส่หน้ากากอนามัยสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อที่ปะปนอยู่ในละอองน้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วยจากาการไอจามได้ถึงร้อยละ 80 ดังนั้นผู้ที่กำลังเป็นหวัด และจะเข้าชมคอนเสิร์ต จะต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อช่วยป้องกันการแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่
ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

สาว15ท้อง6ด. ติดหวัดแท้ง แม่โคม่านอนรพ.

รองผอ. รพ.มหาราชนครราชสีมา เผยพบหญิงแท้งรายแรกในโคราชที่เกิดจากเป็นไข้หวัด09 อายุ 15 ปี ตั้งครรภ์ 6 เดือนถูกส่งตัวมาจาก รพ.ด่านขุนทด อาการรุนแรง ล่าสุดยังโคม่าต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา...

เมื่อเวลา 14.30 น.วันนี้ ( 30 ก.ค.) นพ.วีรศักดิ์ เกียรติผดุงกุล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวถึงสถานการณ์ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ล่าสุด มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เข้ามารักษาอยู่ในห้องไอซียู ของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และมีอาการน่าเป็นห่วงจำนวน 3 ราย โดย 1 ใน 3 รายเป็นหญิงอายุ 15 ปี ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา ที่สำคัญเธอตั้งครรภ์ 6 เดือนถูกส่งตัวมาจาก โรงพยาบาลด่านขุนทด อ.ด่านขุดทด เมื่อวันที่ 20 ก.ค. แพทย์ได้ทำการรักษาผู้ป่วยมีอาการทรงตัว แต่ไข้ยังไม่ลด กระทั่งเมื่อวันที่ 28 ก.ค. มีเลือดไหลออกจากช่องคลอด และแท้งลูก เป็นผู้หญิงท้องรายแรกของจ.นครราชสีมา ที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และเกิดการแท้งลูกดังกล่าว

นพ.วีรศักดิ์ กล่าวต่อว่า การแท้งลูกดังกล่าวน่าจะมีสาเหตุมาจากการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่มีอาการรุนแรงขึ้น คือ ผู้ป่วยมีไข้สูง ไอ เหนื่อย และมีอาการหอบรุนแรง ประกอบกับทารกในครรภ์ไม่สมบูรณ์ ทำให้แท้งลูก แพทย์ได้ช่วยรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่และดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะนี้คนไข้ยังคงมีอาการน่าเป็นห่วง นอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา สำหรับคนไข้รายนี้ไม่มีโรคประจำตัวแต่อย่างใด

รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมากล่าวด้วยว่า จนถึงขณะนี้ มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จำนวน 16 คน พักอยู่ที่ตึกหลวงพ่อคูณ ชั้น 3 และ 4 จำนวน 13 คน และเป็นผู้ป่วยหนักพักอยู่ที่ห้องไอซียูอีกจำนวน 3 ราย จ.นครราชสีมามีผู้ป่วยเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้วจำนวน 2 ราย

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

ผวา2นร.สัมผัสเชื้อหวัด-สธ.ให้ความรู้หน้าเสาธง

สาธารณสุขสะเดา จ.สงขลา ตรวจคัดกรองและให้ความรู้นักเรียนหน้าเสาธง หลังพบนักเรียนสัมผัสเชื้อหวัดใหม่ 2 ราย ขณะพบผู้ติดเชื้อในอำเภอสะเดาแล้ว 17 ราย ...

วันนี้ (30 ก.ค.) เวลา 08.30 น.เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา โดยนายธนพันธ์ จรสุวรรณ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ นางอุไร ใบตาเย็น นักวิชาการสาธารณสุข พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ออกรณรงค์การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนหน้าเสาธง เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ณ โรงเรียนสะเดาขรรค์ชัย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของอำเภอสะเดาและมีนักเรียนจำนวนมากกว่า 2,000 คน หลังพบมีนักเรียนสัมผัสเชื้อ แล้วจำนวน 2 คน เป็นนักเรียน ชั้น ม.4 และ ม.5 ได้แยกตัวและส่งตัวไปรักษาและเฝ้าดูอาการแล้วที่ รพ.ในอำเภอหาดใหญ่แล้ว ทำให้บรรดาเด็กนักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง มีโอกาสที่ที่อาจจะติดเชื้อและก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ง่าย ถ้าไม่ได้รับการแนะนำให้ความรู้ในการป้องกันอย่างถูกวิธี ส่วนนักเรียนที่มีอาการน่าสงสัย และเข้าข่ายในกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อนั้น ทางโรงเรียนได้ให้หยุดเรียนเพื่อรักษาตัวแล้ว โดยในขณะนี้พบผู้ติดเชื้อในอำเภอสะเดาแล้วทั้งสิ้นจำนวน 17 ราย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้สาธิตการล้างมือใน 6 ขั้นตอนอย่างถูกวิธี และการสาธิตการสวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง ให้กินอาหารของร้อนใช้ช้อนกลาง ให้ความรู้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพของเด็กนักเรียน เน้นการล้างมือและการใช้หน้ากากอนามัย แจกหน้ากากอนามัยเด็กนักเรียนให้สวมใส่

หลังจากนั้นได้เข้าไปให้ความรู้กับบรรดาพ่อค้า และแม่ค้าที่ขายอาหารให้กับเด็กนักเรียนภายในโรงอาหารของโรงเรียน ให้สวมหมวก และสวมใส่หน้ากากอานามัย ล้างมืออย่างถูกวิธี และเรื่องการรักษาความสะอาด โต๊ะ เก้าอี้ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ล้างภาชนะต่างๆ เช่น แก้ว ถ้วย จาน ชาม ช้อน ให้สะอาดทั้งหมด เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ 2009

โดยทางสำนักงานสาธารณสุขสะเดา จะออกรณรงค์ไปตามหน่วยงาน และโรงงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะตามสถานประกอบการ สถานบันเทิง ในแหล่งท่องเที่ยว ในเขตพื้นที่ของอำเภอสะเดาให้ครอบคลุมทั้งหมด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

คนคอนแห่ กินใบพาโหม ฟ้าทะลายโจรราคาพุ่ง

เผยฟ้าทะลายโจร ในกทม.ขาดตลาดอย่างหนัก เมืองคอนขาย ก.ก.ละ 120-150 บาท ปัจจุบันขายก.ก.ละ 1,000 บาทขึ้นไป ทำให้หันมาใช้ใบ"ตูดหมูตูดหมา" หรือใบกระพังโหม ที่ คนปักษ์ใต้มักเรียกว่า"ใบพาโหม"…

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (29 ก.ค.) ว่า ภายหลังประชาชนตื่นตัวในการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แห่เสาะหาสมุนไพรไทยโดยเฉพาะ "ฟ้าทะลายโจร”" มาบริโภคกันอย่างกว้างขวาง แม้ฟ้าทะลายโจรจะมีรสขมเป็นอย่างมากก็ตาม เมื่อกระทรวงสาธารณสุขออกมาระบุว่าการป้องกันการติดเชื้อหวัดมรณะที่ดี ที่สุดคือการทำให้สร้างกายมีสุขภาพแข็งแรง บริโภคอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะสมุนไพรไทยมีมีสรรพคุณแก้ไข้หวัด ลดไข้ แก้ไอ ทำให้ประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชแห่เสาะหาสมุนไพรไทยหลายชนิดมาบริโภคกัน ในครัวเรือน และพกพาติดตัวไปบริโภคนอกบ้านตามสะดวก แม้แต่ตามร้านขายน้ำชา กาแฟริมถนนในตอนกลางคืนหลายร้านก็นำเอาสมุนไพรไทยมาไว้บริการลูกค้าด้วย

นอกจากฟ้าทะลายโจรแล้วสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ก็ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเช่นกัน อาทิ พืชกระท่อม ขิง ข่า กระชาย พริกไทยดำ แต่ที่ได้รับความนิยมมากในลำดับต้น ๆ คือ ใบ"ตูดหมูตูดหมา" หรือใบกระพังโหม แต่ในจ.นครศรีธรรมราชและคนปักษ์ใต้มักเรียกว่า"ใบพาโหม" ปกติคนปักษ์มักจะใช้ใบพาโหมมาทำเป็นผักเหนาะ หรือหั่นเป็นฝอยผสมกับส่วนผสมของข้าวยำเป็นไม้เถาเนื้ออ่อนเลื้อยเกี่ยวพัน กับใบอื่น เถาว์จะอยู่รวมกันเป็นพุ่ม พาโหมเถาว์มี 2 ชนิด แต่ละชนิดแตกต่างกันไป ลักษณะใบ ชนิดใบเรียวแหลม ข้อใบจะห่างกัน ใบแตกออกมาเป็นคู่เรียก "ตูดหมู" ชนิดใบกว้างรี ปลายแหลมใบแตกออกมาเป็นคู่ แต่ใบจะบางกว่าชนิดแรก ข้อใบแต่ละคู่อยู่ชนิดกัน เรียก "ตูดหมา" แต่มักจะเรียกรวม ๆ กันว่า "ตูดหมูตูดหมา" ส่วนดอกมีสีม่วงอมขาว มีขนาดเล็ก เป็นพวงออกจากโคนใบ ลักษณะผลเป็นช่อขนาดเท่าเมล็ดพริกไทย ออกจากช่อดอกที่ร่วงโรยไปแล้วยอด ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร คือส่วน ยอดใบอ่อน ผล ดอก และมีรสชาติขมเจือมัน กลิ่นฉุน

นายสุชาติ สุขเกษม แพทย์แผนไทยที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม"หมอชิต" เจ้าของร้านสุชาติสมุนไพร เป็นร้านจำหน่ายยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีร้านอยู่ 2 สาขา คือสาขาตลาดแม่สมจิตต์ ถนนยมราช และสาขาตลาดแขก ถนนกะโรม กล่าวว่า ประชาชนหันมาบริโภคสมุนไพรไทยหลายชนิดอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะที่นิยมมากที่สุดคือฟ้าทะลายโจร ทราบว่าในกรุงเทพมหานคร กำลังต้องการและขาดตลาดอย่างหนัก สำหรับที่ร้านของตนทั้ง 2 สาขา เมื่อก่อนขายราคา กิโลกรัมละ 120-150 บาท ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาขายหมดไปนับพันกิโลกรัม รวมทั้งที่บดเป็นผง หรือที่อัดเม็ด บรรจุแคปซูล ก็ขายดีมาก จนสินค้าที่ซื้อเก็บไว้ในร้านหมดไปอย่างรวดเร็ว

"เพิ่งมาทราบว่าร้านอื่น ๆ ขายกัน กิโลกรัมละ 1,000 บาทขึ้นไป เมื่อไปหาซื้อมาไว้ในร้านก็ค่อนข้างหายากและมีราคาสูงขึ้น หลายร้านที่ติดตามสถานการณ์หวัด 2009 ไม่ยอมขายโดยกักตุนไว้ขายในราคาสูง จึงต้องตระเวนออกรับซื้อฟ้าทะลายโจรสด ๆ จากชาวบ้านในชนบทห่างไกล สมุนไพรไทยชนิดอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มได้รับความนิยมและขายดีกว่าเดิมหมายเท่าตัว เช่น ใบพาโหม กระชายดำ ขิง ข่า"นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า ใบพาโหม หรือตูดหมูตูดหมา เป็นสมุนไพรไทยสู้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อีกชนิดหนึ่ง กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้มีสรรพคุณ คือใช้เถาว์และใบมาตำคั้นเอาน้ำกิน ช่วยขับลมในท้อง แก้จุกเสียด ทั้งต้นแก้ตานร่วง ใบแก้พิษงู แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด รก ฝนหยอดตา แก้ตาซาง ตาแฉะตามัว

นอกจากฟ้าทะลายโจร ใบพาโหมแล้วยังมีสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งคือ "กำแพง 7 ชั้น" หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "หลุมนก" เป็นเถาว์วัลย์ขนาดใหญ่ที่ชอบขึ้นในป่าเขตร้อนชื้น หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ นำมาต้มกับน้ำมีสรพคุณแก้อาการร้อนใน และรักษาอาการป่วยเพศเลือด หรือที่เรียกว่า "ไข้ทับฤดู และฤดูทับไข้"ของสตรี เชื่อว่ามีสรรพคุณสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้

ข่าวจากไทยรัฐ

Thursday, July 30, 2009

ยอดตาย65ศพ ป่วยหวัด09 ภาคกลางมากสุด

โดย 41 ราย เป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อีก 24 ราย เป็นผู้ไม่มีโรคประจำตัว ส่วนใหญ่เข้ารับการรักษาในรพ.ล่าช้า สธ. ส่ง 8 เงื่อนไข พร้อมแนวทางรักษา ให้คลินิกจ่ายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์...

วันนี้ (29 ก.ค.) ที่กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ. ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา โรงพยาบาลศิริราช พญ.สยมพร ศิรินาวิน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ศาสตราจารย์ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ศูนย์ไวรัสวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รศ. นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ แพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ แถลงข่าวความคืบหน้าของสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ว่า

สำนักระบาดวิทยารายงานข้อมูลในรอบสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 22 – 28 กรกฎาคม 2552 มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 65 ราย ใน 27 จังหวัด แยกเป็นภาคกลาง 13 จังหวัด ภาคอีสาน 6 จังหวัด ภาคเหนือ 4 จังหวัด และภาคใต้ 4 จังหวัด เป็นหญิง 30 ราย ชาย 35 ราย พบทุกกลุ่มอายุ โดย 41 ราย เป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง มากที่สุดคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด 14ราย เบาหวาน 9 ราย อ้วนน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม 9 ราย โรคปอดหรือสูบบุหรี่จัด 7 ราย ไตวายเรื้อรัง 6 ราย กินยากดภูมิต้านทาน 4 ราย โรคระบบเลือดและตั้งครรภ์ อย่างละ 3 ราย โรคตับและพิการแต่กำเนินอย่างละ 2 ราย

ในส่วนของผู้เสียชีวิตที่เหลืออีก 24 ราย ที่เป็นผู้ไม่มีโรคประจำตัว ส่วนใหญ่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลล่าช้า หลังป่วยแล้วถึง 6 วัน ทำให้การให้ยาต้านไวรัสไม่ได้ผลดี สำหรับข่าวที่ว่ามีผู้เสียชีวิต 66 รายนั้น ผู้ป่วยไม่ได้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ แต่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ต่อมาโรงพยาบาลรามาธิบดีได้มีการประชุมและแจ้งให้ทราบ กระทรวงสาธารณสุขจึงขึ้นทะเบียนผู้เสียชีวิตยืนยันเพียง 65 รายเท่านั้น

ทั้งนี้ มาตรการลดผู้ป่วยหนักและลดการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ กระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรการตามคำแนะนำของ คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุขระดับชาติ ซึ่งมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ เป็นประธาน เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันและควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ โดย 1.เร่งให้ความรู้กับแพทย์ทุกคนในการดูแลรักษาตามแนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และ 2.กระจายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ให้คลินิกทั่วประเทศ ตามมาตรฐานการดำเนินงาน 8 ข้อ ดังนี้

1.คลินิกทั่วประเทศจะต้องมีแพทย์เป็นผู้ดูแลและเป็นผู้สั่งจ่ายยาได้เท่านั้น 2.คลินิกจะต้องจัดส่งรายงานหลักฐานการจ่ายยาและอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหรือกระทรวงสาธารณสุขทุกวัน 3.คลินิกจะต้องมีมาตรการป้องกันการติดเชื้อในคลินิกทุกแห่ง 4.คลินิกที่ต้องการมียาต้านไวรัสไว้ในคลินิก จะต้องสมัครเข้าร่วมโครงการและแพทย์ในคลินิกทุกคนจะต้องได้รับการอบรม และประเมินความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ 5.ให้คลินิกมีการส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล 6.คลินิกควรมีกลไกในการติดตามผู้ป่วยทุกรายหลังการรักษา 7.ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจัดระบบการตรวจสอบคลินิกที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งในเรื่องมาตรฐานการดูแลรักษา การสั่งจ่ายยา การป้องกันการติดเชื้อในคลินิกทุกเดือน

8.คลินิกที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในบ่ายวันนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะจัดส่งมาตรการดังกล่าว ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ นำไปให้คลินิกทุกแห่งในพื้นที่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

สำหรับปัญหาการดื้อยาต้านไวรัสโอเซลทามีเวียร์ ขณะนี้พบ 5 ราย ใน 4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น 2 ราย แคนาดา เดนมาร์ค และฮ่องกง แห่งละ 1 ราย แต่ยังไม่พบในไทย การดื้อยาดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกประเทศต้องเฝ้าระวังการใช้ยาอย่างใกล้ชิด และให้ยาอย่างระมัดระวังอย่างที่สุด โดยใช้รักษาผู้ป่วยเพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส จะไม่ใช้เพื่อป้องกันเพราะไม่ได้ผล ซึ่งในประเทศไทย ยานี้จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ไม่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป มีเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน และคลินิกที่เข้าโครงการเท่านั้น อย่างไรก็ตามประเทศที่มีการดื้อยาก็ยังคงใช้ยาตัวเดิม ขณะเดียวกันต้องมีการสำรองยาต้านไวรัสคือ ยาซานามิเวียร์ (Zanamivir) สำหรับเชื้อดื้อยา เป็นยาตัวที่ 2 ตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งไทยได้สั่งซื้อจำนวน 20,000 ชุดใช้งบประมาณทั้งหมด 9 ล้านบาท

นอกจากนั้น รัฐบาลได้อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข เพิ่มขีดความสามารถของห้องไอซียูในการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต โดยเพิ่มเครื่องช่วยหายใจชนิดพิเศษ ให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั่วประเทศ รวม 210 เครื่อง เป็นเครื่องสำหรับผู้ใหญ่ 180 เครื่อง และสำหรับเด็ก 30 เครื่อง ใช้งบประมาณ 180 ล้านบาท เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับการดูแลในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มีประมาณปีละ 800,000 คน ได้ให้ อสม. ออกแนะนำและคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ที่ป่วยทุกหมู่บ้าน/ชุมชน ประมาณ 80,000 แห่ง สำหรับสถานพยาบาล ให้ปรับการนัดตรวจครรภ์ให้ห่างขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงรับเชื้อในโรงพยาบาลเมื่อมาฝากครรภ์ และจัดระบบเยี่ยมบ้านหรือติดตามอาการทางโทรศัพท์อย่างทั่วถึง ในส่วนของหอผู้ป่วยทุกแห่ง ขอให้ผู้ที่เป็นไข้หวัดงดเยี่ยมผู้ป่วยเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันการแพร่ไปสู่ผู้ป่วย ซึ่งมีภูมิต้านทานต่ำอยู่แล้ว โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ เด็กอ่อน ผู้สูงอายุ ควรหลีกเลี่ยงการไปเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาล เพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

ชวนเชื่อมือวิทยา ทำงานดี มั่นใจรับมือหวัด09ได้

"ชวน หลีกภัย"แนะกระทรวงสาธารณสุข เร่งทำความเข้าใจให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องไข้หวัด 2009 ยัน "วิทยา"ยังทำงานดี ไม่มีผลให้ต้องถูกปรับออกจากตำแหน่ง...

วันนี้(28 ก.ค.)นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถาการณ์ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า เท่าที่ได้พูดคุยกับ นายวิทยา แก้วภารดัย รมว.สาธารณสุข พอเดาได้ว่าแนวโน้มและปัญหาจะเป็นอย่างไร บางประเทศเป็นก่อนเรา จึงดูออกว่าเป็นอย่างไรต่อไป ดังนั้นไม่ว่าวิธีอะไรที่ป้องกันได้ทั้งหมดเท่ากับการให้ความรู้ เพราะจะหวังให้หมอดูแลคนทั้ง 64 ล้านคนคงทำไม่ได้ ทั้งนี้ได้ฝากข้อสังเกตให้กระทรวงสาธารสุขอย่าเบื่อหน่ายที่จะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องไข้หวัด 2009 ทุกวัน ซึ่งการให้ความรู้ถือว่า เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้ประชาชนมีความรู้ป้องกันตัวเอง และถือเป็นภูมิคุ้มกันตัวเองไปด้วย และสิ่งที่กระทรวงทำมาตั้งแต่ต้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งตนเห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคนี้ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อจึงต้องมาช่วยกันให้กำลังใจ

นายชวน กล่าวต่อว่า ตนมีโอกาสถามผู้เชี่ยวชาญในวงการแพทย์หลายท่านก็บอกว่าแนวทางที่ปฏิบัติในขณะนี้ดีอยู่แล้ว และก็สนับสนุนให้ใช้ อสม. 1 คน ดูแลชาวบ้าน 16 ครอบครัวจะทำให้เกิดผลมาก เพราะ อสม.จะสามารถกระจายการให้ข้อมูลกับประชาชนได้ดี และมีประโยชน์ ส่วนข้อเสนอให้มีการเปลี่ยนตัว รมว.สาธารณสุข เพราะทำงานไม่ทันสถานการณ์นั้น ตนคิดว่านายวิทยา ทำงานได้ดี และมีรัฐมนตรีที่ช่วยงานอยู่ ซึ่งต้องแบ่งงานกันทำ และไม่มีเหตุผลที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ว่าใครจะมาเป็นรมว.สาธารณสุข ในขณะนี้ ก็ต้องปฏิบัติแบบนี้ คือ ให้ความรู้กับชาวบ้านและติดตามผลความเป็นความตาย ของชาวบ้าน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในยุครัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เคยมีโรคซาร์สระบาดแต่สามารถควบคุมได้ แต่รัฐบาลปัจจุบันคุมไม่ได้ นายชวน กล่าวว่า เป็นโรคคนละอย่าง มันคนละโรคกัน เพราะโรคไข้หวัดปกติชาวบ้านจะไม่ค่อยกลัว แต่เมื่อไปเทียบกับโรคที่ต่างกันก็ต้องไปดูข้อมูลว่า มีอะไรที่ปิด กรณีของนายวิทยา เป็นผู้ที่เปิดข้อมูลทั้งหมด ซึ่งคิดว่า ถูกต้องเพราะเคยมีบทเรียนเรื่องโรคเอดส์มาแล้ว ที่ปกปิดกัน เพราะกลัวกระทบเรื่องการท่องเที่ยว แต่ในที่สุดทั่วโลกก็ชื่นชมไทย เป็นผู้นำเรื่องการรณรงค์โรคเอดส์เพราะเป็นผู้เปิดเผยข้อมูล.

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

เคาะแล้ว 450ล.สกัดหวัด09ลามทั่วประเทศ

ครม.ทุ่มงบอีก 450 ล้านบาท สกัดหวัด 2009 คาดมีคนไทยติดเชื้อ 5 แสนคน สั่งยาชนิดใหม่สำรองเพิ่ม 20,000 ชุด กรณีเกิดการดื้อยา เผยเหตุเสียชีวิตส่วนใหญ่ เพราะได้รับยาช้าเกินไป...

วันนี้(28 ก.ค.) นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 วงเงิน 450 ล้านบาท จากที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอขอมา 756 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในภารกิจ 4 ด้าน คือ 1.การสนับสนุนการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมสถานการณ์โรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 2.การจัดซื้อยาซานามิเวียร์ 2 หมื่นชุด วงเงิน 9 ล้านบาท เพื่อเป็นยาต้านไวรัสสำรอง กรณีเกิดการดื้อยาของยาโอเซลทามิเวียร์ 3.การใช้งบเพื่อประชาสัมพันธ์โรคหวัด 2009 4.การจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจเพิ่มเติมในผู้ใหญ่ 180 เครื่อง และเด็ก 30 เครื่อง เพื่อใช้ในการรักษาโรคหวัด 2009 วงเงิน 180 ล้านบาท

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อย่างไรก็ตามในที่ประชุม ครม.ไม่ได้มีการแจ้งจำนวนยอดผู้เสียชีวิต และผู้ติดเชื้อหวัด 2009 ที่กระทรววงสาธารณสุขจะแถลงรายละเอียดในวันที่ 29 ก.ค. แต่มีการประมาณการยอดผู้ติดเชื้อในเมืองไทยน่าจะมีประมาณ 5 แสนคน โดยเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีการยืนยันแน่นอน 8,000 คน นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ว่า ผู้เสียชีวิตในไทยส่วนใหญ่ 80-90 % มีสาเหตุมาจากได้รับยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ช้าเกินไป โดยส่วนใหญ่ได้รับยาต้านเชื้อภายหลังป่วยไปแล้ว 6-7 วัน ดังนั้นเพื่อลดการเสียชีวิต จึงจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านไวรัสเร็วขึ้น ซึ่งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข โรคไข้หวัด 2009 มีแนวทางยินยอมให้มีการกระจายยาไปยังคลินิกต่างๆ13,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาเร็วขึ้น ภายใต้เงื่อนไข 8 ข้ออาทิต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยาเท่านั้น และคลินิกที่จะสั่งจ่ายยาดังกล่าวได้ต้องมีการขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข.

ข่าวโดยไทยรัฐออนไลน์

สธ.คุมเข้มสำรองยา ติวเข้มร้านอาหาร สกัดหวัดลาม

ยืนยันหญิงตั้งครรภ์ 7 เดือนรายล่าสุด ไม่ติดเชื้อ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่วนเด็กที่ติดเชื้อจากแม่ขณะตั้งครรภ์ อาการดีขึ้นตามลำดับ แพทย์เตรียมให้กลับบ้านเร็วๆนี้ เตือนหญิงตั้งครรภ์อย่าวิตกหวั่นลูกในท้องได้รับผลกระทบ

วันนี้(28 ก.ค.)นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการกระจายยาต้านไวรัสในคลินิก เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงยาต้านไวรัสรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งได้ทดลองนำร่องที่ จ.ราชบุรี ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า ได้เน้นให้ดำเนินการเฉพาะคลินิก ที่มีแพทย์ดำเนินการอย่างถูกต้องตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุข ทุกแห่งมียาต้านไวรัสสำรองไว้และมีระบบเบิกจ่ายกับโรงพยาบาลชุมชนในอำเภอที่คลินิกนั้นตั้งอยู่ พร้อมทั้งจัดส่งรายงานผู้ป่วยและการใช้ยาให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อควบคุมกำกับการใช้ยาอย่างเหมาะสม

รมช.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า สำหรับอาการผู้ป่วยหญิงตั้งครรภ์ 7 เดือนรายล่าสุด ที่เข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี เมื่อเย็นวันที่ 26 ก.ค.และสงสัยป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สมุทรสงคราม ยืนยันไม่ติดเชื้อ และขณะนี้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น สามารถหายใจได้เอง อาการเหนื่อยหอบน้อยลง แพทย์ยังคงสังเกตอาการทั้งแม่และลูกในครรภ์อย่างใกล้ชิด ส่วนเด็กที่ติดเชื้อจากแม่ขณะตั้งครรภ์ ซึ่งแพทย์ได้ผ่าตัดคลอดก่อนกำหนดนั้น ขณะนี้ได้รับยาต้านไวรัสครบชุดแล้ว แต่ยังคงอยู่ในตู้อบเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย อาการทั่วไปดีขึ้นเช่นเดียวกัน หายใจปกติ ระดับออกซิเจนในเลือดปกติ เริ่มกินนมได้ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แพทย์ยังคงเฝ้าระวังเรื่องการติดเชื้อและดูแลการหายใจต่อเนื่อง หากดูดนมเองได้ดีและน้ำหนักตัวเพิ่มจะให้กลับบ้านได้ ทั้งนี้ไม่อยากให้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ขณะนี้วิตก กังวล จนเกินไป เพราะอาจทำให้เสียสุขภาพจิตและกระทบต่อลูกในครรภ์ได้ แต่ควรดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรง ฝากครรภ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และหากรู้สึกไม่สบาย ให้รีบไปพบแพทย์รักษาทันที

ด้าน นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาอาหาร ปลอดภัยในสถานประกอบการค้าอาหาร ประจำปี 2552 ว่า ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศไทย ยังคงระบาดและส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ร้านอาหารเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่มีคนไปรวมอยู่เป็นจำนวนมาก และมีกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การผลิต ประกอบอาหาร ไปจนถึงการบริโภค ที่อาจจะมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโรคได้ผู้ประกอบการค้าอาหารจึงจำเป็น ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในการป้องกันและรู้เท่าทันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ 2009 สามารถแพร่กระจายของเชื้อโรคที่จะติดต่อระหว่างคนสู่คนผ่านทางระบบทางเดิน หายใจและเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ดังนั้น ผู้ประกอบการค้าอาหาร จึงต้องมีมาตรการที่เข้มงวดให้ผู้สัมผัสอาหารสร้างสุขลักษณะที่ดีให้กับ ตนเองด้วยการล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนที่จะปรุง ประกอบอาหาร และหลังจากใช้ห้องส้วมทุกครั้ง และไม่ควรใช้มือที่ไม่สะอาดหยิบจับอาหารต่าง ๆ เช่น เนื้อสัตว์สด อาหารทะเล และก่อนเตรียมปรุงอาหาร

รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญคือสถานที่ในการใช้ปรุง ประกอบอาหารต้องสะอาดเป็นระเบียบ เนื่องจากอาหารอาจถูกปนเปื้อนได้ง่ายจากเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป จึงต้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบริเวณโต๊ะที่ใช้เตรียม ปรุงอาหาร เตาหุงต้มอาหาร พื้น ผนัง เพดานของห้องครัวให้สะอาด อยู่เสมอ ส่วนผ้าเช็ดทำความสะอาดต้องแยกใช้เฉพาะแต่ละบริเวณ เช่น ผ้าที่ใช้เช็ดโต๊ะต้องแยกจากผ้าที่ใช้เช็ดพื้น และต้องซักทำความสะอาดบ่อย ๆ.

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

Tuesday, July 28, 2009

จุรินทร์ยังไม่คิดปิดโรงเรียนทั่วราชบุร

หลังพบเชื้อหวัด 2009 แพร่ระบาดหนัก สั่งโรงเรียนกวดวิชาคุมเข้มสกัดนักเรียนป่วยเข้าเรียน หลังครบกำหนดปิดโรงเรียน 15 วัน เผยสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศแล้ว 183 แห่ง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าววันนี้ (28 ก.ค.) ถึงมาตรการควบคุมโรงเรียนกวดวิชา ภายหลังจากครบกำหนดมาตรการปิดโรงเรียนเป็นเวลา 15 วัน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไข้หวัด 2009 ว่า จะไม่มีการต่ออายุมาตรการปิดโรงเรียนกวดวิชา แต่จะโรงเรียนการคัดกรองเด็กนักเรียนที่ไปเรียนแทน หากพบใครป่วยต้องให้กลับบ้านไปรักษาตัวจนหายป่วยถึงจะกลับมาเรียนใหม่ได้ รวมทั้งตามโรงเรียนต่าง ๆทั้งในกทม.และต่างจังหวัดก็จะใช้มาตรการเดียวกัน โดยคัดกรองเด็กทุกเช้า หากใครต้องหยุดเรียน ก็ให้ใช้วิธีสอนเสริม โดยการปิดโรงเรียนนั้น ให้แต่ละโรงเรียนประสานงานกับสาธารณสุขอำเภอ หากเห็นพ้องต้องกันก็ให้ปิดได้ จนถึงขณะนี้มีโรงเรียนที่สั่งปิดไปแล้ว 183 แห่ง มีเด็กนักเรียนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั่วประเทศ 371 คน

มาตรการปิดโรงเรียนที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ช่วยบรรเทาการแพร่ระบาดของเชื้อได้พอสมควรรมว.ศธ กล่าว และเมื่อถามว่าที่ จ.ราชบุรี ที่มีการแพร่ระบาดของโรคค่อนข้างมาก จะต้องสั่งปิดโรงเรียนทั้งจังหวัดหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ยังไม่มีแนวทางให้ปิดทั้งจังหวัด ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจเป็นรายโรงเรียน เว้นแต่กระทรวงสาธารณสุขจะแนะนำ

สธ.ของบกว่า 500 ลบ. ดูแลหวัด 09 คัดกรอง-ซื้อยา

กระทรวงสาธารณสุขเสนอของบประมาณ กว่า 500 ล้านบาท ดำเนินการ 3 ส่วน กี่ยวกับการแพร่ระบาด ของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปลงนามถวายพระพร ในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ช่วงเช้าวันนี้ (28 ก.ค.) ที่พระบรมมหาราชวัง จากนั้นนายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธาน การประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระการประชุมหลายเรื่อง เช่น กระทรวงสาธารณสุขจะเสนอของบประมาณ เพื่อใช้ดำเนินการ 3 ส่วน ประกอบด้วย การคัดกรองโรค การแพร่ระบาด 514 ล้านบาท การซื้อยาเพิ่มเติม 20,000 ชุด สำหรับผู้ป่วยดื้อยา 9 ล้านบาท และการประชาสัมพันธ์ 103 ล้านบาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงบประมาณ เนื่องจากถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เสนอขอขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางเพิ่มมูลค่า เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เสนอการขยายระยะเวลาในการฝึกอบรม และประชุมสัมมนา และเสนอการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แก่กัมพูชา สำหรับโครงการพัฒนาถนนหมายเลข 68

ส่วนสำนักงบประมาณเสนอรายงานการโอนงบประมาณรายจ่าย ของส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ประจำปีงบประมาณ 2551 และกระทรวงการต่างประเทศเสนอการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกไม่ถาวร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติของไทย

สธ.ชงของบเพิ่ม 626ล้าน รับมือหวัดระบาด

กระทรวงสาธารณสุข เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ขอเพิ่มงบกลาง 626 ล้านบาท ระดมทำกิจกรรมรับมือหวัดใหญ่ 2009 ขณะ สถานการณ์หวัดมรณะ ซาอุฯ สังเวยแล้วคนแรก...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 ก.ค. กระทรวงสาธารณสุข เตรียมเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติการสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หรือ จำเป็น เพื่อดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมป้องกัน และควบคุมแก้ไขสถานการณ์ระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 วงเงิน 626,074,570 บาท

กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงของการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว ทำให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ต้องระดมสรรพกำลัง ในการร่วมลดความรุนแรง และความสูญเสียจากการแพร่ระบาด โดยดำเนินยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ ยุทธศาสตร์ด้านการบำบัดรักษาพยาบาล ยุทธศาสตร์การควบคุมป้องกันโรค และยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า งบกลางจำนวน 626,074,570 บาท จะนำไปใช้เตรียมความพร้อมป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด ดังนี้ 1.การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ให้แก่หน่วยงานส่วนกลางกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 121,662,720 บาท หน่วยงานส่วนภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 335 ล้านบาท และหน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อีก 57,198,550 บาท 2. จัดซื้อยา Relenza 20,000 ชุด ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสใช้สำรองไว้กรณีที่มีการดื้อยา และ 3. การประชาสัมพันธ์การสื่อสารสาธารณะ จำนวน 103,213,300 บาท มีกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนทั่วไป และประชานกลุ่มเสี่ยง และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเป็นค่าใช้จ่ายผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ โรงภาพยนตร์ เอสเอ็มเอส อินเตอร์เน็ต ข่าวสั้น บทความ ฯลฯ และค่าใช้จ่ายในการผลิต ซื้อ สื่อสิ่งพิมพ์ ป้ายประกาศ แผ่นพับ โปสเตอร์ และ การจัดทำสื่อเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบ วีซีดี ดีวีดี เป็นต้น

ส่วนสถานการณ์การระบาดในต่างประเทศ ล่าสุด เมื่อ 27 ก.ค.สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการป้องกันการระบาดของไวรัส 2009 ในช่วงพิธีฮัจญ์ ในเดือน ก.ย. ซึ่งจะมีชาวมุสลิมทั่วโลกประมาณ 2 ล้านคน เข้าร่วม และปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อแล้ว 300 คน เผยว่า พบผู้เสียชีวิตจากไวรัสมรณะคนแรกของประเทศ เป็นเพศชาย วัย 30 ปี จากเมืองด้านตะวันออกของประเทศ ถูกนำส่งโรงพยาบาล เมื่อวันพุธ 22 ก.ค. ด้วยอาการไข้สูงและปอดบวม เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ แม้ได้รับยาทามิฟลูแล้ว

ทางด้าน กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย ยืนยันมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสมรณะคนที่สองของประเทศ เป็นเพศชาย วัย 46 ปี ทำงานอยู่ในเบลเยียม แต่เพิ่งกลับมาพักผ่อนกับครอบครัวเมื่อต้น ก.ค. เขาเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม และภาวะระบบหายใจล้มเหลว เมื่อวันอาทิตย์หลังถูกนำส่งโรงพยาบาลเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ยืนยัน ผู้เสียชีวิตติดเชื้อไวรัสมรณะ เมื่อวันจันทร์ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ มี 1,124 คน

ด้านสหรัฐฯ ซึ่งมีการระบาดรุนแรงที่สุดในโลก เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เรียกร้องผู้คนหลายพันคน ร่วมการทดสอบวัคซีน 2 ชนิด ซึ่งตั้งเป้าทราบผลภายใน 2 เดือน เพื่อที่ว่า จะเริ่มใช้วัคซีนได้ในช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วงใน ต.ค. โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จะประชุมฉุกเฉิน ในวันพุธ 29 ก.ค. เพื่อร่างแผนปฏิบัติการ และคัดแยกกลุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เคยมีประสบการณ์เลวร้ายเกี่ยวกับวัคซีนมาแล้วในปี 2519 หลังตรวจพบไวรัสมรณะระบาดในกองทัพ และเจ้าหน้าที่เกรงจะระบาดหนักคล้ายไข้หวัดสเปนในปี 2461 (1918) ทำให้ทางการสหรัฐฯ เร่งให้วัคซีนชาวอเมริกัน 40 ล้านคน ผลที่เกิดขึ้น คือ ไวรัสไม่ได้ระบาด แต่กลับมีชาวอเมริกัน 500,000 คน มีอาการข้างเคียงจากวัคซีน เกิดอาการอักเสบของระบบประสาท ที่รู้จักในชื่อว่า “จิลเลียน-แบร์ ซิโดรม” (GBS) ซึ่งทำให้ผู้รับวัคซีนเป็นอัมพาตและเสียชีวิตด้วย 25 คน

สำหรับ “GBS” นั้น เป็นโรคที่มีความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลาย อันเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ และไปทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย จนทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะ ส่วนที่ประสาทส่วนปลายเลี้ยง หรือ สั่งการสูญเสียหน้าที่การทำงาน ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการชาและเดินเซ เป็นต้น บางรายที่อาการรุนแรง อาจหายใจลำบาก เนื่องจาก เส้นประสาทที่ทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจผิดปกติ และอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด จากภาวะหายใจล้มเหลว

ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลชาติต่างๆ เร่งสั่ง หรือ จัดซื้อวัคซีนต้านไวรัสมรณะ คิดเป็นหลายร้อยล้านโดสในปัจจุบัน ทำให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ออกมาเตือนว่า ชาติยากจนอาจประสบปัญหา และไม่สามารถหาวัคซีนมาเก็บสต็อกไว้ใช้ในประเทศ เนื่องจากถูกกลุ่มชาติร่ำรวยสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้ว โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เคยประมาณการณ์ไว้ว่าห้องแล็บ และบริษัทยาทั่วโลก สามารถผลิตวัคซีนได้ปีละ ประมาณ 900 ล้านโดส แม้กลุ่มบริษัทผู้ผลิตยาจะยังมั่นใจ สามารถผลิตได้ทันและเพียงพอความต้องการ กระนั้น ข่าวระบุว่า แม้กลุ่มบริษัทยาจะสามารถผลิตวัคซีนมากเป็น 2 เท่า ของตัวเลขคาดการณ์ของ WHO ก็ไม่อาจปกป้องประชากรทั้งโลกที่มี 6,800 ล้านคน ได้กรณีเกิดการระบาดรุนแรงทั่วผืนปฐพี ด้าน WHO กำลังเจรจา กลุ่มผู้ผลิตยาให้คงการบริจาคหรือขายยาในราคาถูกให้กลุ่มชาติกำลังพัฒนา ส่วนชาติร่ำรวยได้รับการร้องขอให้บริจาคบางส่วนของวัคซีนที่แต่ละชาติเก็บสต็อกไว้

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

Sunday, July 26, 2009

เด็กติดเชื้อหวัดจากแม่รายแรกโลก อาการดีขึ้น แพทย์จับตากระทบสมอง ส่วนแม่โคม่า

ผอ.รพ.จุฬาฯ เผยหญิงราชบุรีติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 อาการยังวิกฤต อยู่ห้องไอซียู ใช้เครื่องช่วยหายใจ ดูแลใกล้ชิด ด้านทารกอาการดีขึ้น เชื่อติดเชื้อจากแม่ผ่านทางน้ำคร่ำ เผยเป็นทารกรายแรกในประเทศติดเชื้อจากแม่สู่ลูก แพทย์เตือนหญิงตั้งครรภ์ห่างคนเป็นหวัด

ศ.นพ.อดิศร ภัทรดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พร้อมด้วยคณะแพทย์ประกอบด้วย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้เชี่ยวด้านโรคระบบทางเดินหายใจ พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์ แพทย์สาขาโรคติดเชื้อ ร่วมกันแถลงความคืบหน้าอาการของหญิง วัย 26 ปี ชาวจังหวัดราชบุรี ที่คลอดลูกก่อนกำหนดหลังตั้งครรภ์ได้เพียง 7 เดือน เนื่องจากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 อย่างรุนแรง และถูกส่งมารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ทางเฮลิคอปเตอร์ เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา
รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวว่า หญิงคนดังกล่าวอาการยังอยู่ในขั้นวิกฤต ต้องรักษาตัวในห้องไอซียู เนื่องจากปอดทั้งสองข้างติดเชื้ออย่างรุนแรง แพทย์ต้องให้เครื่องช่วยหายใจในอัตราสูงมากกว่าผู้ป่วยทั่วไป รวมถึงให้ยานอนหลับ เพื่อให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเต็มที่ และไม่รำคาญเครื่องช่วยหายใจ ขณะเดียวกันได้ให้ยาโอเซลทามิเวียร์ทางเส้นเลือดเพื่อต้านไวรัส โดยแพทย์ต้องคอยดูอาการอย่างใกล้ชิด
ศ.นพ.อดิศร กล่าวว่า ส่วนอาการของเด็กหญิง ลูกของผู้ติดเชื้อรายดังกล่าว ล่าสุดได้รับรายงานจากโรงพยาบาลราชบุรีว่าอาการเริ่มดีขึ้น ส่วนสาเหตุของการติดเชื้อน่าจะมาจากการติดเชื้อจากมารดา ผ่านทางน้ำคร่ำที่เด็กอาจจะกลืนกินลงไป เพราะเป็นไปได้มากกว่าการติดเชื้อทางสายสะดือ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน เพราะนับเป็นผู้ป่วยรายแรกของประเทศไทย ขณะที่ในต่างประเทศยังไม่มีรายงานการติดเชื้อในลักษณะดังกล่าว ซึ่งคณะแพทย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาผลกระทบว่าจะส่งผลต่อสมองหรือพัฒนาการของเด็กในอนาคตหรือไม่
ด้าน พญ.เลลานี แนะนำให้หญิงมีครรภ์ว่า ขอให้ดูแลตนเองอย่างเข้มงวด ล้างมือบ่อยๆ สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา หลีกเลี่ยงที่จะใกล้ชิดคนเป็นหวัด และพักผ่อนให้เพียงพอ หากสงสัยว่าตนเองจะเป็นไข้หวัด ให้รีบพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อรับยาต้านไวรัส และเตือนผู้ที่เป็นหวัด ขอให้หลีกเลี่ยงใกล้ชิดหญิงมีครรภ์ เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงจะเกิดอาการโรคแทรกซ้อนรุนแรง

“มาร์ค” จี้ สธ.ปรับระบบจ่ายยาต้านไข้หวัดใหญ่ 2009 วอนฝ่ายค้านอย่าหยิบมาเล่นการเมือง

นายกฯ รับต้องปรับระบบกระจายยาต้านหวัด 2009 ให้คนติดเชื้อเข้าถึงยาเร็วขึ้น วอนฝ่ายค้านอย่าหยิบประเด็นเล่นการเมือง
วันนี้ (26 ก.ค.) เมื่อเวลา 09.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่พบว่ามีเด็กในครรภ์ติดเชื้อดังกล่าวจากแม่ว่า ขณะนี้หญิงตั้งครรภ์ 7 เดือนคนดังกล่าวได้รับการดูแลอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งจะมีการติดตามดูว่ามีการถ่ายทอดเชื้อหรือไม่อย่างไร ส่วนการติดตามด้านสาธารณสุขนั้น ปัญหาใหญ่ที่สุดคือระบบการกระจายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ เพราะจำเป็นต้องให้ยาตัวนี้แก่ผู้ติดเชื้อได้เข้าถึงให้เร็วขึ้น ซึ่งไม่น่าจะเกินวันที่ 2 และ 3 หลังจากที่เริ่มมีอาการ ทั้งนี้ มีหลายส่วนในภูมิภาคที่ไม่สามารถจ่ายยาตัวนี้ได้อยู่ จึงต้องมีการปรับแก้ โดยต้องอยู่บนความพอดี เพราะผู้เชี่ยวชาญไม่อยากปล่อยยาตัวนี้ให้ถูกนำไปใช้อย่างไม่จำเป็น เนื่องจากจะมีความเสี่ยงเรื่องดื้อยาตามมา ซึ่งบางประเทศเริ่มเจอแล้วแต่ยังไม่รุนแรงมากนัก
อย่างไรก็ตาม จากการที่ตนได้คุยกับ นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อช่วงเช้า ซึ่งบอกว่าระบบการกระจายยาคงต้องไปที่คลินิกด้วย โดยต้องมีวิธีการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงยาได้เร็วขึ้น เพราะผู้เสียชีวิตหลายรายที่เราตามอยู่ ได้รับยาหลังจากที่เริ่มมีอาการได้ 6-7 วันแล้ว และบางครั้งเคยได้รับการรักษาพยาบาล 1-2 ครั้งวนเวียนอยู่ในที่ที่ไม่มียาตัวนี้ ทั้งนี้ เรามีการสำรองวัคซีนและยาดังกล่าวแล้ว ซึ่งอาจได้ไม่เท่าประเทศที่มีกำลัง แต่เราคิดว่าเพียงพอ
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ตนคิดว่าความเข้าใจของประชาชนในเรื่องดังกล่าวดีขึ้น ทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม แต่ละที่ต้องใช้ดุลยพินิจ เช่น โรงเรียนที่มีการปิดอยู่หลายแห่ง เขาต้องดูสถานการณ์ของแต่ละที่ไป ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้วมากกว่าที่จะให้รัฐบาลประกาศว่าทุกคนต้องปิดหรือเปิด หรือห้ามทำสิ่งใด ทั้งนี้ ตนขอย้ำว่าเราต้องบริหารจัดการและต่อสู้กับเรื่องนี้ยาวไปจนถึงปีหน้า ตัวเลขตอนนี้ในประเทศที่มีการรายงานอย่างต่อเนื่อง จะพบว่าการติดเชื้อเพิ่มขึ้นกำลังอยู่ในอัตราที่สูง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการติดเชื้อที่มีการรายงานกันตอนนี้ไม่มีความหมาย เพราะองค์กรอนามัยโลกบอกแล้วว่าไม่ต้องรายงาน อีกทั้งไม่มีความจำเป็นที่ต้องส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการ เพราะการส่งไปห้องปฏิบัติการจะทำให้เสียเวลาและทรัพยากร รวมถึงไม่ได้ช่วยในเรื่องการรักษาพยาบาล แต่ให้รักษาไปตามอาการได้เลยเพราะฉะนั้นไม่เกือบทุกประเทศไม่ต้องส่ง ยกเว้นกรณีที่เขามีความจำเป็นหรือความสนใจ แพทย์จึงส่ง
เมื่อถามว่าจะขอความร่วมมือจากส.ส.ฝ่ายค้านหรือไม่ เพราะในหลายพื้นที่ มีส.ส.บางคนไปให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนต่อต้านนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ปัญหานี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนหวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะทุกคนเรียกร้องให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งก็คือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไขทำงาน คงไม่มีนักการเมืองที่ไปทำร้ายประชาชนอย่างนั้นด้วยการให้ข้อมูลผิดๆโดยเจตนา เมื่อถามต่อถึงการที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ระบุว่ามีหญิงชรา อายุ 88 ปี ใน จ.แพร่ เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การวิจารณ์ว่านโยบายหรือการบริหารจัดการของรัฐบาลมีจุดอ่อนตรงไหน ตนอยากให้ฝ่ายค้านนำมาพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลกันว่ามีปัญหาอะไร
ทั้งนี้ ผู้ที่สังเกตการณ์ในต่างประเทศบอกว่ามีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่นำเรื่องนี้มาเล่นการเมืองมากที่สุด ดังนั้น ตนอยากขอว่าเรื่องนี้ให้ช่วยกันทำงานดีกว่า เพราะตนไม่เชื่อว่ามีพรรคการเมืองใดหรือนักการเมืองคนใดอยากจะเห็นประชาชนเสียชีวิตจากโรคระบาด
ผจกออนไลน์

สธ.เตรียมส่ง อสม.9 แสนคน สำรวจกลุ่มเสี่ยงหวัด09

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเตรียมขับเคลื่อน อสม. 9 แสนคน ทั่วประเทศ ออกสำรวจประชากร ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ เพื่อหากลุ่มเสี่ยงของการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าววันนี้ (26 ก.ค.) ในการตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราชว่า ขณะนี้การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับคงที่แล้ว และเริ่มกระจายสู่ต่างจังหวัด ตั้งแต่ครึ่งเดือนที่ผ่านมา ดังนั้น หากมีผู้ป่วยเกิดขึ้น ชุดเคลื่อนที่เร็วจะต้องตรวจสอบโดยเร็ว โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและอำเภอ จะต้องติดตามวิเคราะห์ และควบคุมโรค เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ขณะที่บุคลากรของกระทรวงสาธารณสุข จะต้องเตรียมพร้อม

นายวิทยา กล่าวต่อว่า ได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ประสานกับ อสม. ป้องกันไม่ให้ไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดในชนบท โดยสัปดาห์หน้า จะขับเคลื่อน อสม.กว่า 9 แสนคน ทั่วประเทศ ออกสำรวจครัวเรือนพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อค้นหาประชากรกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว คนอ้วน คนสูงอายุที่สุขภาพไม่ดี เป็นต้น จากนั้นจะทำบัญชีรายชื่อ และคัดกรอง หากกลุ่มเสี่ยงมีอาการป่วย ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ส่วนคนที่มีสุขภาพดี ถ้าป่วยให้พักผ่อนอยู่กับบ้าน สังเกตอาการ โดยมติคณะรัฐมนตรีออกมาแล้วว่า ให้ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงาน หยุดอยู่กับบ้านได้ โดยไม่คิดเป็นวันลา

ส่วนผู้ที่สุขภาพดี ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง แต่เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้น นายวิทยา กล่าวว่า มีประมาณร้อยละ 35 เพราะได้รับยาต้านไวรัสช้าเกินไป เนื่องจากเมื่อมีอาการป่วยแล้ว ไปรับการรักษาที่คลินิก ซึ่งครั้งแรกไม่หาย แล้วไปรักษาที่คลินิกซ้ำอีกครั้ง เมื่อไปโรงพยาบาลจึงไม่ทันการ จึงสั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ประสานกับคลินิกภายในจังหวัดว่า หากมีผู้ป่วยที่มีอาการมาแล้ว 2 วัน ไข้ยังไม่ลด ให้ส่งโรงพยาบาลทันที และโรงพยาบาลใด ที่มีผู้ป่วยอาการหนัก สามารถขอกำลังเสริม ระดมแพทย์เชี่ยวชาญ มาช่วยเหลือผู้ป่วยได้ โดยในพื้นที่ภาคใต้ มีโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เป็นศูนย์กลางในการดูแล

รพ.จุฬาฯรับตัวหญิงป่วยหวัดจากราชบุรีอาการหนัก

รพ.จุฬาฯ รับหญิงป่วยหวัด 2009 จากราชบุรีรักษาต่อ ขณะนี้อยู่ในห้องไอซียู เบื้องต้นอาการยังน่าห่วง ด้านมาตรการจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ในคลินิกเริ่มนำร่องแล้ววันนี้ที่ จ.ราชบุรี..

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีหญิงสาววัย 26 ปีจาก จ.ราชบุรี ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ขณะที่ตั้งครรภ์ได้ 7 เดือนเศษ เข้ารับการรักษาตัวตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา แพทย์จึงต้องผ่าตัดเอาเด็กออก เมื่อวันที่ 23 ก.ค. เพราะเกรงว่าจะติดเชื้อและอาจเป็นอันตรายนั้น

ล่าสุด เมื่อกลางดึกวานนี้ (24 ก.ค.) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพฯ ได้รับประสานงานจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ส่งตัวหญิงสาวคนดังกล่าวจาก จ.ราชบุรี มารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลจุฬาฯ แล้ว โดย รศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาฯ กล่าวว่า อาการแม่เด็ก ล่าสุดอาการยังน่าเป็นห่วงพักรักษาตัวในห้องไอซียู รักษาตามอาการ เบื้องต้นมีอาการทางปอด ต้องรอดูอาการอีกประมาณ 1-2 วัน

ด้านนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ได้มอบหมายหมายให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นผู้รักษา เบื้องต้นได้รับรายงานจากโรงพยาบาลว่าคนไข้รักษาอยู่ในห้องไอซียูและอาการ ยังทรงตัวต้องรอดูอาการอีกประมาณ 1-2 วัน

ส่วนมาตรการที่จะให้คลินิกทั้ง 17,000 แห่งทั่วประเทศสามารถจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ให้กับคนไข้นั้น นายมานิต กล่าวว่า จะเริ่มในวันนี้ (25 ก.ค.) โดยนำร่องที่ จ.ราชบุรี เป็นแห่งแรก ซึ่งจะให้คลินิกละ 5 ชุด หรือ 50 เม็ดสามารถไปรับได้ที่โรงพยาบาลอำเภอ และหากมีผู้ป่วยต้องการใช้ยาเป็นจำนวนมากทำให้ยาไม่เพียงพอก็สามารถไปรับ เพิ่มเติมได้ที่โรงพยาบาลอำเภอทันที โดยทางคลินิกต้องรักษาตามแนวทางของกระทรวงฯ อย่างเข้มข้น และหลังจากจ่ายยาให้กับคนไข้ต้องทำประวัติคนไข้อย่างละเอียด มีที่อยู่พร้อมเบอร์ติดต่อ และทำบันทึกหลังจากการจ่ายยาทุกวันว่าลักษณะอาการเป็นอย่างไร ส่วนค่ารักษาได้กำชับให้ทุกคลินิกคิดค่ายาตามราคาต้นทุนที่เม็ดละ 25 บาท และหากคนไข้ที่มารักษามีเงินไม่เพียงพอก็ขอแพทย์ให้รักษาให้ฟรี หลังจากที่ได้เริ่มนำร่องที่ราชบุรี จะขอรอดูผลการดำเนินงานประมาณ 7 วัน เพื่อนำมาประเมินข้อดีข้อเสียเพื่อนำมาเป็นแนวทางที่จะนำไปใช้กับคลินิกทั่วประเทศ

ข่าวจากไทยรัฐออนไลนื

Saturday, July 25, 2009

เร่งผลิต"ทามิฟลู"เพิ่ม 30ล.เม็ด คาดวัตถุดิบจากอินเดียถึงไทย27ก.ค.นี้

อภ.ชงเรื่องเบิกงบฉุกเฉินเตรียมสั่งผลิตทามิฟลูเพิ่มอีก 30 ล้านเม็ด จากเดิมที่ผลิตอยู่แล้ว 10 ล้าน รวม 40 ล้านเม็ด เผยบอร์ดอภ.หารือบอร์ดสธ.มีมติให้เพิ่มผลิต คาดวัตถุดิบจากอินเดียจะมาถึงเมืองไทย 27 ก.ค.นี้
นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยถึงการสั่งผลิตยาโอเซลทามิเวียร์เพิ่มเป็น 40 ล้านเม็ด ว่า เดิม อภ.ผลิตอยู่แล้วที่จำนวน 10 ล้านเม็ด แต่หลังจากที่มีมติจากคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณะสุข (สธ.) มีมติร่วมให้ผลิตเพิ่มอีก 30 ล้านเม็ด ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหาการจ่ายยาให้คนไข้ล่าช้า และทางกระทรวงฯ ไม่มีนโยบายให้จ่ายยาให้คนไข้ทันทีเนื่องจากเกรงว่าเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะดื้อยา แต่หลังจากที่สถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อหวัดใหญ่ฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ต้องเพิ่มการผลิตยามากขึ้น เพื่อที่จะทำให้โรงพยาบาลจ่ายยาให้คนไข้อย่างรวดเร็ว ส่วนการดำเนินการขณะนี้ได้สั่งวัตถุดิบเพิ่มจากประเทศอินเดีย คาดว่าถึงไทยในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ เมื่อเข้ามาแล้วจะดำเนินการผลิตได้ทันที
ส่วนการสำรองยาต้านไวรัสของโรงพยาบาลต่าง ๆ จะมีจำนวนไม่เท่ากันแล้วแต่ขนาดของโรงพยาบาลจะมีตั้งแต่ 1,000-5,000 เม็ด แต่หากโรงพยาบาลใดที่มีคนไข้มารักษาเป็นจำนวนมาก จนยาที่สำรองไว้ไม่เพียงพอสามารถโทรแจ้งที่ อภ.โดยตรง จากนั้น อภ.จะจัดส่งไปให้ภายใน 24 ชั่วโมง ด้านงบประมาณในการผลิตยาโอเซลทามิเวียร์เพิ่มอีก 30 ล้านเม็ด ต้นทุนอยู่ที่เม็ดละ 25 บาท รวม 750 ล้านบาท ขณะที่รอให้ กระทรวงฯ ทำแผนขอใช้งบฉุกเฉินจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระหว่างนี้ อภ.จะสำรองจ่ายเงินส่วนนี้ไปก่อน

ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์

เตือนสติให้ “คลินิก” สั่งจ่ายยาหวัด09 “หมอประเสริฐ” หวั่นทำฆ่าตัวตายเหมือนญี่ปุ่น

“หมอประเสริฐ” เตือนสติให้ “คลินิก” สั่งจ่าย “โอเซลทามิเวียร์” รักษาหวัด 2009 เผยต้องหารือข้อมูลรอบด้าน หวั่นเกิดผลข้างเคียงเหมือนญี่ปุ่น ไทยสำรองโอเซลทามิเวียร์ 15.2 ล้าน ผลิตเพิ่มอีก 10 ล้านเม็ด กระจายยาทั่วประเทศแล้วกว่า 2 ล้านเม็ด

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานที่ปรึกษาทางวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขระดับชาติ กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีความคิดที่จะขอหารือเกี่ยวกับจ่ายยา “โอเซลทามิเวียร์” รักษาหวัด 2009 ในระดับคลินิกในพื้นที่ต่างๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่ว่า ความเห็นส่วนตัวเห็นว่า ผลดีคือ ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาดังกล่าวเร็วขึ้น แต่ผลเสียคือบางคนอาจไปขอยาที่คลินิกใช้เพื่อการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งจุดประสงค์ของทีมวิชาการต้องการให้ยาดังกล่าวใช้เพื่อการรักษามากกว่าการป้องกัน เพราะเกรงเรื่องผลข้างเคียงของยา
“ที่ญี่ปุ่นพบว่าผลข้างเคียงของยาดังกล่าวทำให้เด็กวัยรุ่นฆ่าตัวตาย แต่ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลนี้ และไม่ทราบว่าจะเหมือนกับประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ เนื่องจากบริบทของคนญี่ปุ่นกับคนไทยในเรื่องการฆ่าตัวตายมีความต่างกัน จึงไม่ทราบว่าในไทยหากใช้ยาเพื่อการป้องกันจะเกิดผลเสียอย่างไร พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องติดตามและทีมที่ปรึกษาฯจำเป็นต้องมาชั่งน้ำหนักโดยนำข้อมูลรอบด้านมาหารืออีกครั้ง”ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าว
ด้านรศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 11 กรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการกระจายยาดังกล่าวในระดับคลินิก เพราะเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในการพิจารณาของฝ่ายวิชาการ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบครอบทั้งผลดีและผลเสีย โดยวัตถุประสงค์มาจากดำริที่ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องการเข้าถึงยาโอเซลทามิเวียร์ของผู้ป่วยช้าไป เพื่อหวังผลการในการดูแลรักษาชีวิตผู้ป่วยให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งการรักษาพยาบาลไม่ใช่เพียงแต่เรื่องยาเพียงอย่างเดียว ยังรวมถึงยาลดไข้ การให้น้ำเกลือ การเฝ้าสังเกตอาการ ฯลฯ เป็นองค์ประกอบร่วมกันในการรักษา
“ข้อดีคือ ผู้ป่วยเข้าถึงยาในการรักษาได้เร็วขึ้น แต่การได้รับยาเร็วนั้นจะเร็วเกินไปจนได้ผลเสียหรือไม่ต้องพิจารณา ทั้งนี้หากมีการกระจายยาในระดับคลินิกท้องถิ่นแล้วค่อนค้างจะมีการคุมการใช้ยายาก อีกทั้งความคิดเห็นส่วนตัวเห็นว่า ผู้ที่มาใช้บริการในคลินิกจะต้องเสียเงินหากได้รับยาโอเซลทามิเวียร์ ในขณะที่หากผู้ป่วยเดินทางไปยังสถานพยาบาลของภาครัฐที่มีสิทธิอยู่ อาทิ สถานพยาบาลสิทธิต่างๆของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิตามโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการก็ไม่เสียค่ายา แต่หากคลินิกจะบริหารจัดการอย่างไร”รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าว



**ไทยสำรองโอเซลทามิเวียร์ 15.2 ล้าน
นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้กรมควบคุมโรคมียาโอเซลทามิเวียร์ทั้งหมด 5.2 ล้านเม็ด แบ่งเป็น ยาเดิมที่มีจากงบประมาณปี 2551 จำนวน 3.2 ล้านเม็ด จากนั้นในงบปี 2552 ได้สำรองเพิ่มอีก 1 ล้านเม็ด จากนั้นองค์การเภสัชกรรม(อภ.)ผลิตสำรองให้อีก 1 ล้านเม็ด ซึ่งขณะนี้ได้กระจายลงในพื้นที่ทั่วประเทศแล้วกว่า 2 ล้านกว่าเม็ดแล้ว ส่วนที่เหลือสำรองอยู่ที่กรมควบคุมโรคและอภ. ส่วนที่ได้จัดสรรของบกลางอีก 10 ล้านเม็ดกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อ นอกจากนี้ยังมีอภ.เดินหน้าการผลิตสำรองอีก 10 ล้านเม็ดก่อนหน้านี้เพื่อสำรองยา
“หากจะมีการกระจายยาดังกล่าวในระดับคลินิกคิดว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) จะสามารถควบคุมปริมาณการใช้ได้ดีก็ไม่น่ามีปัญหาใดๆ คลินิกใดจ่ายยาหมดก็มาเบิกจากสสจ. ซึ่งขณะนี้ทางโรงพยาบาลระดับจังหวัด และระดับชุมชนก็ใช้การบริหารจัดการดังกล่าวอยู่เช่นกัน”นพ.มล.สมชาย กล่าว

ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์