Friday, August 7, 2009

แนะปชช.ระวังหวัด 09 ชี้ขนาด'เจ๊หน่อย'ยังติด

วัน Friday 07 Aug 09
หัวข้อ: ข่าวหนังสือพิมพ์

ปชป. แนะ ปชช.ให้ระวังตัวเองจากหวัด09มากขึ้น ชี้ขนาด "เจ๊หน่อย" ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เป็นถึงอดีตนายกฯ สธ. ยังติด ...

วานนี้ (6ส.ค.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก และในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และอดีต รมว.สาธารณสุข ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ข่าวที่ออกมาเหมือนเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลว่า ทำไมปล่อยให้อดีต รมว.สาธารณสุข ป่วยเป็นไข้หวัด 2009 แต่ถ้ามองแบบใจเป็นธรรมจริงๆ แล้ว คุณหญิงสุดารัตน์มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะมีส่วนออกมาทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องไข้หวัด 2009 รวมทั้งมีการวิจารณ์รัฐบาลด้วยแต่บังเอิญแนะนำไปแนะนำมากับมาติดหวัด 2009 เอง ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่า หวัด 2009 สามารถติดต่อได้ง่าย ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในการป้องกันมากกว่านี้ เพราะขนาดอดีต รมต.สาธารณสุข ที่มีความข้าใจอย่างดีแล้วยังเป็นหวัด 2009 ได้

นพ.วรงค์ กล่าวด้วยว่า ประชาชนต้องระวังตัวเองมากกว่านี้ เมื่อถามว่า ทำไมถึงมองว่าเป็นการดิสเครดิตรัฐบาล น.พ.วรงค์ กล่าวว่า คุณหญิงสุดารัตน์ก็มีส่วนในการทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องไข้หวัด 2009 มีการให้คำแนะนำรณรงค์กับประชาชนยังสามารถติดหวัดได้ และให้ประชาชนดูและป้องกันตัวเองให้มากขึ้น เพราะเชื้อติดต่อง่าย

ข้อมูลจาก www.thairath.co.th ไทยรัฐออนไลน์
โดย ทีมข่าวการเมือง
ประจำวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 00:20 น.


นครพนมประชุมเข้มสางปัญหาไข้หวัด2009

นครพนมประชุมเข้มสางปัญหาไข้หวัด2009
วัน Friday 07 Aug 09
หัวข้อ: ข่าวหนังสือพิมพ์

กำหนดแนวทางป้องกันและลดการเสียชีวิตของผู้ป่วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายประจักษ์จิต อภิวาท รองผู้ว่าฯ นครพนม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันและลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันจังหวัดนครพนมได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการไข้หวัด ใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีแนวทางการดำเนินงาน 3 ระยะคือ ก่อนระบาด ขณะระบาด และหลังการระบาด เนื่องจากขณะนี้โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ระบาดไปทั่วโลกแล้วจึงปรับแผนในการควบคุม การแพร่ระบาดโดยจะให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อโดยไม่จำเป็นต้องรอผลการตรวจทางห้อง ปฏิบัติการและผู้ที่มีอาการเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กอายุ ต่ำกว่า 2 ขวบหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่เป็นโรคอ้วน เหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

สำหรับการป้องกันเนื่องจากทุกคนยังไม่มีภูมิต้านทานจึงมีสิทธิจะเป็นโรคนี้ได้ ดังนั้นควรต้องป้อง กันตนเองและป้องกันคนรอบข้างการป้องกันตนเองต้องกินของร้อนใช้ช้อนกลางและหมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ไม่ควรไปอยู่ในที่ชุมชนแออัดทำความสะอาดบริเวณพื้นที่ชุมชนประตูลูกบิดอุปกรณ์เมาส์ คีย์บอร์ด สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอ-จาม หากมีอาการไม่สบายเป็นหวัด ควรพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านและหากมีไข้สูงถึง 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ (เอช 1 เอ็น 1) ซึ่งแพร่ระบาดมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 ขณะนี้ได้แพร่ระบาดไปแล้วหลายประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีการแพร่ระบาดแล้วทุกจังหวัด สำหรับจังหวัดนครพนมได้รับรายงานผู้ป่วยสงสัยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จนถึงขณะนี้จำนวน 115 ราย มีผู้ป่วยที่ยืนยันทางห้องปฏิบัติการ เป็นโรคไข้หวัด ใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวน 33 ราย อยู่ระหว่างเฝ้าระวังสอบสวนโรค 5 ราย ผู้ป่วยที่หายเป็นปกติแล้ว 26 ราย และเสียชีวิต 1 ราย.

ข้อมูลจาก www.dailynews.co.th หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
คอลัมน์ : ภูมิภาค
ประจำวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 00:00 น.


"สหรัฐ"ส่งสัญญาณ หวัด 2009ไม่พึ่งแค่ ยา"โอเซลทามีเวียร์"

"สหรัฐ"ส่งสัญญาณ หวัด 2009ไม่พึ่งแค่ ยา"โอเซลทามีเวียร์"
วัน Friday 07 Aug 09
หัวข้อ: ข่าวหนังสือพิมพ์


เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ศ.ดร.เดวิด เฟ็ดสัน อาจารย์ประจำวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (University of Virginia School of Medicine) ประเทศสหรัฐอเมริกา บรรยายพิเศษเรื่อง "แนวทางช่วยเหลือผู้ป่วยหวัดใหญ่ 2009" จัดโดยโปรแกรมวิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่จะต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากเกิดการระบาดใหญ่ขึ้นอีกรอบ คือ ยาโอเซลทามีเวียร์จะไม่เพียงพอต่อคนทั้งโลก เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกมีคนอยู่ประมาณ 6 พันล้านคน แต่มียาโอเซลทามีเวียร์รองรับสำหรับคนเพียง 260 ล้านคนเท่านั้น โดยร้อยละ 77 ที่ผลิตยาชนิดนี้ได้อยู่ใน 9 ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น ขณะที่วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งหากผลิตได้ก็จะใช้เวลาอีก 6 เดือน และจะสามารถผลิตได้เพียง 430 ล้านโดสเท่านั้น โดยร้อยละ 24 จะอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ยอมปล่อยวัคซีนดังกล่าวออกนอกประเทศอีก 100 ล้านโดส แถมยังจะสั่งซื้อจากประเทศอังกฤษอีกต่อหนึ่ง ขณะเดียวกันอังกฤษยังมีแนวโน้มจะขอซื้อจากประเทศเยอรมนี

ศ.ดร.เดวิดกล่าวอีกว่า ปัจจุบันยาโอเซลทามีเวียร์ เป็นเพียงยาชนิดเดียวที่สามารถรักษาโรคดังกล่าวได้ สิ่งสำคัญประเทศกำลังพัฒนาต้องเร่งศึกษาวิจัยหาทางเลือกในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 นอกเหนือจากยาโอเซลทามีเวียร์ ซึ่งที่ผ่านมามีสมมติฐานว่า ยากลุ่มลดการอักเสบอาจมีประโยชน์ในการลดอาการป่วยของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ แต่ยังไม่มีนักวิจัยใดในโลกทำการวิจัยเรื่องนี้จริงๆ เรื่องนี้อยากให้นักวิจัยทั้งหลายหันมาศึกษาตัวยากลุ่มนี้ว่า มีความเป็นไปได้ตามสมมติฐานหรือไม่ นอกจากนี้ การศึกษาภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อการป้องกันโรคก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากพบว่าสาเหตุของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว นอกจากมาจากตัวเชื้อไวรัสแล้ว ยังมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานมากเกินไป

ข้อมูลจาก www.matichon.co.th หนังสือพิมพ์มติชน
ประจำวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11472 หน้า10


โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus)

ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดต่างกันอย่างไร

ไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อ Influenza virus เป็นการติดเชื้อทางเดินระบบหายใจ เชื้ออาจจะ ลามเข้าปอดทำให้เกิดปอดบวม ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศรีษะ ปวดตามตัวปวดกล้ามเนื้อมาก จะพบ มากทุกอายุโดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ แต่อัตราการเสียชีวิตมักจะพบมากในผู้ที่มีอายุ มากกว่า 60 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ โรคไต เป็นต้น การฉีดวัคซีน ป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอน โรงพยาบาล ลดโรคแทรกซ้อน ลดการหยุดงานหรือหยุดเรียน

สำหรับไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหล ไข้ไม่สูงมากในปี คศ.2003 ได้มีการแนะนำเรื่องไข้หวัดใหญ่ดังนี้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนคือเดือน ตุลาคมและพฤศจิกายน(เนื่องจากเชื้อนี้มักจะระบาดในต่างประเทศ หากประเทศเราจะฉีดก็น่าจะ เป็นช่วงเดียวกัน) โดยเน้นไปที่ประชาชนที่มีอายุ 50 ปี,เด็กอายุ 6-23 เดือน,คนที่อายุ 2-49 ปีที่มีโรค ประจำตัวกลุ่มนี้ให้ฉีดในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มอื่น เช่นเด็ก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ผู้ดูแลคนป่วย กลุ่มนี้ให้ฉีดเดือนพฤศจิกายน เด็กที่อายุ 6-23 เดือนควรจะฉีดทุกรายโดยเฉพาะเด็กที่มีโรค ประจำตัวร่วมด้วย ชนิดของวัคซีนที่จะฉีดให้ใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของเชื้อ A/Moscow/10/99 (H3N2)-like, A/New Caledonia/20/99 (H1N1)-like, และ B/Hong Kong/330/2001 ให้ลดปริมาณสาร thimerosal ซึ่งเป็นสารปรอท

การติดต่อ

เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายโดยทางเดินหายใจ วิธีการติดต่อได้แก่ ติดต่อโดยการไอหรือจาม เชื้อจะ เข้าทางเยื่อบุตาและปาก สัมผัสเสมหะของผู้ป่วยทางแก้วน้ำ ผ้า จูบ สัมผัสทางมือที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

อาการของโรค

ระยะฟักตัวประมาณ1-4 วันเฉลี่ย 2 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเฉียบพลัน เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดศรีษะอย่างรุนแรง ปวดแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบกระบอกตา ไข้สูง 39-40 องศา เจ็บคอคอแดง มีน้ำมูกไหล ไอแห้งๆ ตาแดง อาการไข้ คลื่นไส้อาเจียนจะหายใน 2 วัน แต่ อาการน้ำมูกไหลคัดจมูกอาจจะอยู่ได้ 1 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงมักจะเกิดในผู้สูงอายุหรือ มีโรคประจำตัว อาจจะพบว่ามีการอักเสบของเยื่อหุ่มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อย หอบ อาจจะมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะปวดศรีษะ ซึมลง หมดสติ ระบบหายใจอาจจะมีอาการ ของโรคปอดบวม จะหอบหายใจเหนื่อยจนถึงหายใจวาย โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่จะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีบางรายซึ่งอาจจะมีอาการปวดข้อและไอได้ถึง 2 สัปดาห์

ระยะติดต่อ

ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ ห้าวันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้ นาน 10 วัน

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่จะอาศัยระบาดวิทยาโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด และ อาการของผู้ป่วย การวินิจฉัยที่แน่นอนต้องทำการตรวจดังนี้นำเอาเสมหะจากจมูกหรือคอไปเพาะ เชื้อไวรัส เจาะเลือดผู้ป่วยหาภูมิ 2 ครั้งโดยครั้งที่สองห่างจากครั้งแรก 14 วัน การตรวจหา Antigen การตรวจโดยวิธี PCR,Imunofluorescent

โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

ผู้ป่วยอาจจะมีอาการกำเริบของโรคที่เป็นอยู่ เช่นหัวใจวาย หรือหายใจวาย มีการติดเชื้อ แบคทีเรียซ้ำ เช่น ปอดบวม ฝีในปอด เชื้ออาจจะทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

การรักษา

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่จะหายเอง หากมีอาการไม่มากอาจจะดูแลเองที่บ้าน วิธีการดูแลมีดังนี้ให้นอนพักไม่ควรจะออกกำลังกาย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือดื่มน้ำผลไม้ ไม่ควรดื่ม น้ำเปล่ามากเกินไปเพราะอาจจะขาดเกลือแร่ รักษาตามอาการ หากมีไข้ให้ใช้ผ้าชุมน้ำเช็ดตัว หากไข้ ไม่ลงให้รับประทาน paracetamol ไม่แนะนำให้ aspirinในคนที่อายุน้อยกว่า 20 ปีเพราะอาจจะทำ ให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า Reye syndrome ถ้าไอมากก็รับประทานยาแก้ไอ แต่ในเด็กเล็กไม่ควรซื้อ ยารับประทาน สำหรับผู้ที่เจ็บคออาจจะใช้น้ำ 1 แก้วผสมเกลือ 1 ช้อนกรวกคอ อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะอาจจะทำให้เชื้อลุกลาม ในช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์สาธรณะ ลูกบิด ประตู เวลาไอหรือจามต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก ช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงสถามที่ สาธารณะ

ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เมื่อไร

แม้ว่าไข้หวัดใหญ่จะหายได้เอง แต่ผู้ป่วยบางรายมีโรคแทรกซ้อน ดังนั้นหากมีอาการ เหล่านี้ควรพบแพทย์ผู้ป่วยเด็กควรปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ไข้สูงและเป็นมานาน ให้ยาลดไข้แล้วไข้ยังเกิน 38.5องศา หายใจหอบหรือหายใจลำบาก มีอาการมากกว่า 7 วัน ผิวสีม่วง เด็กดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่พอ เด็กซึม หรือไม่เล่น เด็กไข้ลด แต่อาการไม่ดีขึ้น

สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นไข้หวัดใหญ่หากมีอาการดังต่อไปนี้ให้พบแพทย์
  • ไข้สูงและเป็นมานาน
  • หายใจลำบาก หรือหายใจหอบ
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • หน้ามืดเป็นลม
  • สับสน
  • อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้
กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มที่เสี่งต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน ควรจะพบแพทย์เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคตับ โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด
  • คนท้อง
  • คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
  • ผู้ป่วยโรคเอดส์
  • ผู้ที่พักในสถาพเลี้ยงคนชรา
ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการเหล่านี้ควรจะรักษาในโรงพยาบาล
  • มีอาการขาดน้ำไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ
  • เสมหะมีเลือดปน
  • หายใจลำบาก หายใจหอบ
  • ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงเขียว
  • ไข้สูงมากเพ้อ
  • มีอาการไข้และไอหลังจากไข้หวัดหายแล้ว
การรักษาในโรงพยาบาล

แพทย์จะให้น้ำเกลือสำหรับผู้ที่ดื่มน้ำไม่พอ ผู้ป่วยเหล่านี้ควรจะได้รับยา Amantadine หรือ rimantidine เพื่อให้หายเร็วและลดความรุนแรงของ โรค ควรจะให้ใน 48 ชมหลังจากมีไข้ และให้ต่อ 5-7 วัน ยานี่ไม่ได้ลดโรคแทรกซ้อน ให้ยาลดน้ำมูกหากมีน้ำมูก ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนไม่ควรให้ยาปฎิชีวนะ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะหายใน 2-3 วันไข้จะหายใน 7 วันอาการอ่อนเพลียอาจจะอยู่ได้ 1-2 สัปดาห์

การป้องกัน

ล้างมือบ่อยๆ อย่าเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา, อย่าใช้ของส่วนตัว เช่นผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ร่วมกับผู้อื่น, หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย, ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย, เวลาไอจามใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก

การฉีดวัคซีน

การป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งทำจากเชื้อที่ตายแล้วโดยฉีดทีแขนปีละครั้ง หลังฉีด 2 สัปดาห์ภูมิจึงขึ้นสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ แต่การฉีดจะต้องเลือกผู้ป่วยดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ผู้ป่วยโรคเอดส์
  • หญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป และมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
  • ผู้ที่อาศัยในสถานเลี้ยงคนชรา
  • เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
  • นักเรียนที่อยู่รวมกัน
  • ผู้ที่จะไปเที่ยวยังที่ระบาดของไข้หวัดใหญ่
  • ผู้ที่ต้องการลดการติดเชื้อ
การใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่เพื่อรักษา

Amantadine and Ramantadine เป็นยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาไวรัสไๆข้หวัดใหญ่ชนิด A ไม่ ครอบคลุมชนิด B Zanamivir Oseltamivir เป็นยาที่รักษาได้ทั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A,B การให้ยาภายใน 2 วันหลังเกิดอาการจะลดระยะเวลาเป็นโรค จะใช้ยารักษาไข้หวัดกับคนกลุ่มใด

เราจะใช้ยากับคนกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ และยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคกลุ่มที่ควรจะได้รับยารักษาได้แก่

  • คนที่อายุมากกว่า 65 ปี
  • เด็กอายุ 6-23 เดือน
  • คนท้อง
  • คนที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ
การให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่

ยาที่ได้รับการรับรองว่าใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้แก่ Amantadine Ramantadine Oseltamivir วิธีการ ป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน แต่ก็มีบางกรณีที่จำเป็นต้องให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัด ใหญ่

ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับวัคซีนไม่ทัน ทำให้ต้องได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค ผู้ที่ดูดแลกลุ่มเสี่ยงและไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ควรจะได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่นโรคเอดส์ กลุ่มคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนและไม่อยากเป็นโรค

มานิตรับยอดจ่ายยาโอเชลทามีเวียร์ยังไม่นิ่ง

รมช.สธ.ตรวจสอบพบระบบการแจ้งข้อมูลการจ่ายยาโอเชลทามีเวียร์ยังไม่สมบูรณ์ ไม่ทราบปริมาณการใช้ยาต่อวัน ชี้ต้องปรับระบบการแจ้งข้อมูลการจ่ายยาในรพ.ทั่วประเทศ เพื่อใช้คำนวณการสำรองยาให้เพียงพอ

นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าววันนี้ (8 ส.ค.) ภายหลังตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยว่า ได้มาติดตามช่องทางพิเศษที่รับตรวจรักษาผู้ป่วยไข้หวัดทุกชนิด ติดตามการใช้ยาโอเชลทามีเวียร์ และระบบการส่งข้อมูลการใช้ยาของโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง ที่ส่งข้อมูลการใช้ยาผ่านองค์การเภสัชกรรมว่าแต่ละโรงพยาบาลมีการใช้ยาเพื่อรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไปกี่เม็ด ซึ่งขณะนี้พบว่าระบบยังไม่สมบูรณ์ คงต้องมีการปรับเปลี่ยนและปรับข้อมูล เพื่อให้ทราบว่าในรอบ 1 วัน ทั่วประเทศมีการจ่ายยาโอเชลทามีเวียร์ไปกี่เม็ด เพื่อใช้ในการคำนวณการสำรองยาให้เพียงพอ หากเกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ เนื่องจากเมื่อเข้าสู่เดือนสิงหาคม – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงปกติที่ไข้หวัดใหญ่จะระบาดมากที่สุด คาดว่าจะมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น

นายมานิต กล่าวต่อว่า ต้องปรับปรุงระบบการแจ้งข้อมูลการใช้ยาโอเชลทามีเวียร์ ขณะนี้ยังไม่สามารถส่งผ่านระบบขององค์การเภสัชกรรมได้ เนื่องจากขององค์การเภสัชกรรมจะทราบแต่ยอดคงเหลือ ไม่มีลงข้อมูลยอดการใช้ยาแต่ละวัน ซึ่งยาที่เข้ามาของระบบโรงพยาบาลบางแห่ง ไม่ได้มาจากแหล่งขององค์การเภสัชกรรมเพียงแหล่งเดียว ทำให้ยอดไม่นิ่ง ต้องการปรับยอดให้นิ่ง

สำหรับการจ่ายยาให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศรีสัชนาลัย นายมานิต กล่าวว่า ไม่มีปัญหาเพราะมีผู้ป่วยจำนวนน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่จ่ายยาโอเชลทามีเวียร์ เป็นผู้ป่วยในที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น ได้มอบนโยบายว่า เมื่อตรวจพบผู้ป่วยเข้าข่าย ตามแนวทางปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อหรืออาจติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของกระทรวงสาธารณสุข ให้ยาโอเชลทามีเวียร์ทันที หากอาการไม่หนักให้จ่ายยาและกลับไปพักที่บ้านได้ และให้สังเกตคนในครอบครัวหากป่วยมีไข้ให้รีบมารักษาในโรงพยาบาลทันที นายมานิตกล่าว

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

สธ.เตือนสค.-กย. ระบาดหนัก หวัดใหญ่2009

สธ. ห่วงหวัด 2009 ระบาดหนัก ส.ค.-ก.ย. นี้ เหตุยอดป่วยสูงกว่าหวัดใหญ่พันธุ์เดิม 10 เท่า เตือนยังระบาดต่อถึง ม.ค.-ก.พ. ปีหน้า "หมอมงคล " ชู "รวมพลังสู้หวัด 2009"ประสาน 10 ทิศ ผนึก 3 เหล่าทัพ-ศธ.-กทม.

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการสนับสนุนป้องกัน ควบคุม และการแก้ปัญหาการแพร่ระบาด ของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่า สำนักระบาดวิทยาประเมินสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอช 1 เอ็น1 ว่า ในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. นี้ คาดว่าการแพร่ระบาดยังเป็นช่วงขาขึ้น เนื่องจากสถิติที่ผ่านมาในปี 2551 มีผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ช่วงเดียวกันจำนวนประมาณ 10,000 รายต่อเดือน ขณะที่ปีนี้ในช่วงเดือนมิ.ย.และ ก.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เฉลี่ยมากกว่าเดิมประมาณ 10 เท่า เป็นผลจากการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ประชาชนยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ดังนั้นเมื่อเข้าสู่เดือน ส.ค.-ก.ย. เป็นช่วงปกติที่ไข้หวัดใหญ่จะระบาดมากที่สุด จะทำให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแน่นอน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในรอบแรกของไทยครั้งนี้ จะต่อเนื่องไปถึงเดือนม.ค.-ก.พ. ปี 2553 เพราะฤดูที่ระบาดมากจะอยู่ช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว แต่การที่ประชาชนตื่นตัวมากขึ้น ทำให้บางพื้นที่เริ่มเห็นอัตราป่วยค่อนข้างคงที่ไม่เพิ่มขึ้นเหมือนระยะแรก ถือเป็นสัญญาณที่ดี และการมีคณะอนุกรรมการสนับสนุนป้องกันฯ มาสนับสนุนและเป็นหน่วยงานกลางประสานกับทุกภาคส่วน จะทำให้การป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากประชาชนทุกคน สามารถช่วยหยุดการระบาดของโรคนี้ได้ ด้วยการมีสุขนิสัยที่ดีในการไอ จาม หมั่นล้างมือ ข้อสำคัญที่สุดคือหากป่วยมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ แม้อาการน้อยก็ขอให้หยุดงานหรือหยุดเรียนเฝ้าสังเกตอาการ และแยกพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ถ้าอาการน้อยจะหายได้เอง หากเริ่มมีอาการมากหรือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงให้ไป หาแพทย์ทันที

นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานคณะอนุกรรมการฯ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจัดการปัญหาไม่ได้ คนไทยทุกคนต้อง "รวมพลังสู้หวัด 2009" คณะอนุกรรมการฯเห็นตรงกันว่า ยุทธศาสตร์สำคัญคือสร้างเจ้าภาพร่วมในการทำงาน โดยมาตรการเร่งด่วนจะดำเนินการใน 7 หน่วยงานและสถานที่ที่มีคนจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 33 ล้านคน 1.สถาบันการศึกษา ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม. ) เอกชน 40,153 โรง ที่มีนักเรียน นักศึกษาในความดูแล 20 กว่าล้านคน จะมีมาตราการเข้มข้นในการคัดกรองผู้ป่วย ทำความสะความสะอาดจุดสัมผัสร่วมกัน ให้นักเรียนมีแก้วน้ำและช้อนทานอาหารของตนเอง พร้อมสนับสนุนสื่อให้ความรู้เรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 2.สถาบันอุดมศึกษา ร่วมกับมหาวิทยาลัยรัฐ เอกชน ราชภัฎ ราชมงคล มีมาตรการเข้มข้นคัดกรองผู้ป่วย และจะประชุมร่วมกันภายในกลางเดือนนี้ เพื่อให้เยาวชนมาร่วมเป็นพลังในการป้องกันโรค

กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มบริการขนส่งสาธารณะ องค์การขนส่งมวลชนฯ การรถไฟแห่งประเทศไทย รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา ที่จะติดตั้งเจลล้างมือบริเวณให้บริการ อาทิ บนรถเมล์ ท่าเรือ สถานี ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ จะสนับสนุน 2 รูปแบบ คือ การมอบเจลล้างมือให้ในช่วงแรก และประสานกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อให้หน่วยงานต่างๆจัดซื้อในราคาต่ำ โดยมีผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะไม่ต่ำกว่า 2600,000 คนต่อวัน คาดว่าจะเริ่มติดตั้งจุดล้างมือได้ภายในสัปดาห์หน้า กลุ่มที่ 4 คือ 3 เหล่าทัพ ที่ได้รับความร่วมมือ จากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ที่จะให้นำสื่อให้ความรู้เรื่องไข้หวัดเข้าไปเผยแพร่ เป็นนโยบายของทุกเหล่าทัพที่จะป้องกันไข้หวัด 2009 เพื่อดูแลกำลังพลและครอบครัวกว่า 2 ล้านคน

กลุ่มที่ 5.กรุงเทพมหานคร ที่ร่วมมือจัดมาตรการดูแลสถานที่ชุมชน อาทิ สวนสาธารณะ ตลาด โรงเรียน 6.กระทรวงแรงงาน ที่จะร่วมสนับสนุนสื่อในการจัดคาราวานแรงงานป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั่วประเทศ ที่มีแรงงานในประกันสังคมกว่า 9 ล้านคน 7.ชุมชนท้องถิ่น ผ่านกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนสื่อในองค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต.) ทั้ง 6,746 แห่ง โดยคณะอนุกรรมการฯ จะเดินหน้าประสานความร่วมมือ และสนับสนุนหน่วยงานอื่นๆต่อไป เพราะการ ป้องกัน คือการต่อสู้กับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้อย่างดีที่สุด ส่วนมาตรการระยะยาวด้านวิชาการ ได้สนับสนุนให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาวิจัยพัฒนาวิธีการตรวจสอบภูมิ ต้านทาน เพื่อทราบภูมิคุ้มกันในระดับชุมชน และใช้ประเมินประสิทธิภาพของวัคซีน พร้อมทั้งศึกษาระบบควบคุมป้องกันโรค เพื่อเตรียมทำข้อเสนอแนะปรับปรุงระบบของไทย ต่อรัฐบาลสำหรับหน่วยงานและประชาชน สามารถติดต่อขอรับสื่อให้ความรู้ อาทิ โปสเตอร์ สติกเกอร์ ได้ที่หมายเลข 1330 และ 1422 หรือดูข้อมูลได้ที่ www.flu2009thailand.com ที่จะมีวิธีการทดสอบการป่วยหรือไม่ป่วยด้วยไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 องค์ความรู้และข้อมูลจากทั่วโลก ที่ปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

สธ.ส่งแพทย์ตรวจเณรวัดคีรีวงศ์ นครสวรรค์

พบป่วยไข้ไอ เจ็บคอ 53 รูป ส่วนใหญ่อาการไม่มาก ให้พักรักษาตัวที่วัดและให้เจ้าหน้าที่ติดตามอาการทุกวัน

จากกรณีสื่อมวลชนเสนอข่าวสามเณรที่บวชเรียนหนังสือในโรงเรียนคีรีวงศ์วิทยา วัดคีรีวงศ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ป่วยเป็นไข้หวัดแทบยกวัด นอนจับไข้หนาวสั่นบนศาลารอแพทย์มาตรวจเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา

วันนี้ (6 ส.ค.)นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการสอบถามข้อมูลไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ ทราบว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 โรงพยาบาลสรรค์ประชารักษ์ได้จัดทีมแพทย์พยาบาลไปให้การตรวจรักษาทันทีที่ได้รับแจ้ง โดยสามเณรเริ่มทยอยป่วยตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 พบป่วย 53 รูป จากทั้งหมด 105 รูป ส่วนใหญ่อาการไม่มาก มีไข้ ไอ เจ็บคอ ไม่ต้องส่งไปนอนรักษาในโรงพยาบาล โดยได้แยกสามเณรที่ป่วยนอนพักรักษาตัว ไม่ปะปนกับสามเณรอื่น ๆ แนะนำเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคล และการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ติดตามอาการ และค้นหาสามเณรที่มีอาการป่วยทุกวัน

นายแพทย์สุพรรณ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข ได้ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้วิธีการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ทั้งไข้หวัดทั่วไป ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ และตามฤดูกาล มั่นใจว่าขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้ในการปฏิบัติตัวเป็นอย่างดี แต่ขอให้ทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย โดยประชาชนที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดขอให้พักงาน ใส่หน้ากากอนามัย และพักอยู่ที่บ้านจนอาการหายเป็นปกติ เพื่อลดการแพร่เชื้อสู่คนอื่น

"ส่วนคนที่ไม่ได้ป่วย หากจำเป็นต้องเข้าไปในที่มีคนอยู่หนาแน่นและมีผู้คนเข้าออกเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า วัด ศาสนสถาน หอพัก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรคได้กว้างขวาง ขอให้ใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจับลูกบิดประตู ราวบันได ที่กดชักโครก โต๊ะ เก้าอี้ สิ่งอื่นๆ ที่มีคนสัมผัสหรือใช้ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดอัตราการป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและไข้หวัดใหญ่ได้เป็นอย่างดี" โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

สธ.แถลงหวัด09 ตาย81ราย ป่วยสะสมลดลง

สธ.แถลงสรุปจำนวนผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ 2009 เพิ่มอีก 16 ราย ยอดตายสะสมเพิ่มเป็น 81 ราย ชี้การระบาดในกทม.และปริมณฑลลดลง ส่วนภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น.....

เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ผ่านมา(5 ส.ค.)น.พ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะแพทย์ แถลงข่าวสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ เอช1เอ็น1 ประจำสัปดาห์ว่า ในรอบสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค.-2 ส.ค.กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้ขึ้นทะเบียนผู้เสียชีวิตไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 16 ราย เป็นชาย 9 ราย หญิง 7 ราย ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว 5 ราย โดยมียอดผู้เสียชีวิตสะสม จำนวน 81 รายทั้งนี้ ในจำนวนผู้เสียชีวิต 16 ราย มี 12 รายที่มีโรคประจำตัว โดยอ้วน มีน้ำหนักตัวมากสูงที่สุด รองลงมาเป็นเบาหวาน หอบหืด สูบบุหรี่จัด และหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตที่ลดลง เนื่องจากมีความตื่นตัวและเข้าใจโรคนี้มากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ เมื่อมีอาการเจ็บป่วยแล้วมารักษาตัวช้า โดยเฉลี่ยมีอาการป่วยแล้วถึง 5-6 วันจึงมาพบแพทย์ ทำให้มีอาการหนักทำให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสไม่ได้ผล แต่ถือว่าค่าเฉลี่ยระยะเวลาในการมาพบแพทย์หลังเจ็บป่วย สั้นลงกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 วัน

รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวอีกว่า สำหรับยุทธศาสตร์และมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการต่อไป ยังคงเน้นหนักเรื่อง “2 ลด 3 เร่ง” ได้แก่ 1.ลดการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด โดยเน้นให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์อย่างรวดเร็ว 2.ลดการติดเชื้อและการป่วยให้มากที่สุด โดยกระตุ้นให้ประชาชนมีพฤติกรรมที่ถูกต้อง ในการป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ และไม่แพร่เชื้อสู่คนอื่นขณะป่วย 3.เร่งให้อสม.กว่า 980,000 คนทั่วประเทศ ออกให้คำแนะนำและค้นหาผู้ป่วยในหมู่บ้านและชุมชนเป็นประจำ 4.เร่งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองได้อย่างถูกต้อง โดยร่วมมือเป็นเครือข่ายกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สสส. สปสช. และ 5.เร่งกระจายการบริหารจัดการสู่ระดับจังหวัด โดยรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ติดตาม กำกับ ให้มีการปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้ในพื้นที่อย่างจริงจัง

ด้านนพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ทั่วโลก พบการระบาดกระจายไปกว่า 160 ประเทศ ซึ่งองค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ได้หยุดการรายงานตัวเลขผู้ป่วยสะสม ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.2552 ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ได้สะท้อนถึงจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริง ในส่วนของประเทศไทย จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางระบาดวิทยา คาดว่าขณะนี้มีผู้ติดเชื้อประมาณ 3.5-5 แสนคน ส่วนใหญ่หายเป็นปกติแล้วเนื่องจากอาการไม่มาก ซึ่งสอดคล้องกับทั่วโลก การระบาดมีแนวโน้มชะลอตัวลงในกทม.และปริมณฑล ส่วนภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น.

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

พ่อเฒ่าเสี่ยงหวัด ฉีดวัคซีน กลับบ้านสิ้นใจ

ลูกชายร้องพ่อวัย 66 ปี ทางจังหวัดแจ้งว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันพร้อมกับคนแก่ในหมู่บ้าน กลับมาได้ 2 วันก็หน้ามืดหัวใจสั่น ต้องนำส่ง รพ.ก่อนสิ้นใจ..

วานนี้ (4 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 95 บ้านเชียงเครือ หมู่ 6 ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีข่าวว่า มีผู้เสียชีวิตหลังไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เมื่อไปถึงพบชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังช่วยกันจัดสถานที่เพื่อจัดงานศพของนายสว่าง วงศ์อินตา อายุ 66 ปีเจ้าของบ้าน ท่ามกลางความเศร้าสลดของญาติและครอบครัว

นายจิตรกร วงศ์อินตา อายุ 40 ปี ลูกชายของผู้ตาย เล่าว่า เมื่อประมาณวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา นายสว่าง ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านว่า มีรายชื่อจากทางจังหวัดระบุว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ให้ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ รพ.ป่าติ้ว เมื่อรับแจ้งแล้ว ในวันที่ 21 ก.ค. นายสว่าง พร้อมพวกที่มีชื่ออีก 24 คน ได้เดินทางไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่ รพ.ป่าติ้ว ซึ่งที่ผ่านมา นายสว่าง เคยป่วยเป็นโรคหัวใจรั่ว และความดันโลหิตสูง ต้องไปพบแพทย์อยู่เป็นประจำ

นายจิตรกร กล่าวต่อว่า หลังจากฉีดวัคซีนมาเพียง 2 วัน คือ วันที่ 24 ก.ค. นายสว่าง ก็มีอาการหน้ามืด หัวใจสั่นแล้วล้มลง ญาติต้องรีบนำส่ง รพ.ป่าติ้ว อีกครั้ง แต่ รพ.ป่าติ้ว ตรวจดูอาการว่าหนักมากจึงไม่รับ ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาลเอกชน ในตัวเมืองยโสธร ซึ่งตนและครอบครัวต้องหมดค่าใช้จ่ายไปกว่า 100,000 บาท แต่ก็ไม่อาจยื้อชีวิตของนายสว่างได้ เช้าตรู่ของวันที่ 4 ส.ค. นายสว่าง ก็สิ้นใจ สร้างความเศร้าสลดให้แก่ญาติและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวของผมในครั้งนี้ อยากวิงวอนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง ได้ให้ความช่วยเหลือด้วย" นายจิตรกร กล่าวด้วยความเสียใจ

นอกจากนี้ นายจิตรกร ยังตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้สูงอายุในหมู่บ้านที่ไปรับการฉีดวัคซีนพร้อมกันกับนายสว่าง ที่ รพ.ป่าติ้ว อาทิ นายทองคำ หอมหวล อายุ 73 ปี นางวันทอง หอมหวล อายุ 66 ปี นายบุญเดช วงศ์อินตา อายุ 65 ปี น้องชายของนายสว่าง หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ต่างก็มีอาการ เวียนศีรษะ หน้ามืด หัวใจสั่น เหมือนกันทุกราย ซึ่งทุกคนต่างบอกตรงกันว่าก่อนที่หมอจะฉีดวัคซีนให้ ไม่มีการตรวจเช็คร่างกายของผู้ป่วยก่อนเลยแม้แต่รายเดียว

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเรื่องนี้ไปยัง นพ.เอกวิทย์ เรืองไชยวุฒิ ผู้อำนวยการ รพ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ซึ่งกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ยังไม่ได้ตรวจเช็คผลหลังฉีดยาไปแล้ว เพราะเป็นยาใหม่"

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์