Thursday, July 30, 2009

ยอดตาย65ศพ ป่วยหวัด09 ภาคกลางมากสุด

โดย 41 ราย เป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อีก 24 ราย เป็นผู้ไม่มีโรคประจำตัว ส่วนใหญ่เข้ารับการรักษาในรพ.ล่าช้า สธ. ส่ง 8 เงื่อนไข พร้อมแนวทางรักษา ให้คลินิกจ่ายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์...

วันนี้ (29 ก.ค.) ที่กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ. ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา โรงพยาบาลศิริราช พญ.สยมพร ศิรินาวิน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ศาสตราจารย์ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ศูนย์ไวรัสวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รศ. นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ แพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ แถลงข่าวความคืบหน้าของสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ว่า

สำนักระบาดวิทยารายงานข้อมูลในรอบสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 22 – 28 กรกฎาคม 2552 มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 65 ราย ใน 27 จังหวัด แยกเป็นภาคกลาง 13 จังหวัด ภาคอีสาน 6 จังหวัด ภาคเหนือ 4 จังหวัด และภาคใต้ 4 จังหวัด เป็นหญิง 30 ราย ชาย 35 ราย พบทุกกลุ่มอายุ โดย 41 ราย เป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง มากที่สุดคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด 14ราย เบาหวาน 9 ราย อ้วนน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม 9 ราย โรคปอดหรือสูบบุหรี่จัด 7 ราย ไตวายเรื้อรัง 6 ราย กินยากดภูมิต้านทาน 4 ราย โรคระบบเลือดและตั้งครรภ์ อย่างละ 3 ราย โรคตับและพิการแต่กำเนินอย่างละ 2 ราย

ในส่วนของผู้เสียชีวิตที่เหลืออีก 24 ราย ที่เป็นผู้ไม่มีโรคประจำตัว ส่วนใหญ่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลล่าช้า หลังป่วยแล้วถึง 6 วัน ทำให้การให้ยาต้านไวรัสไม่ได้ผลดี สำหรับข่าวที่ว่ามีผู้เสียชีวิต 66 รายนั้น ผู้ป่วยไม่ได้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ แต่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ต่อมาโรงพยาบาลรามาธิบดีได้มีการประชุมและแจ้งให้ทราบ กระทรวงสาธารณสุขจึงขึ้นทะเบียนผู้เสียชีวิตยืนยันเพียง 65 รายเท่านั้น

ทั้งนี้ มาตรการลดผู้ป่วยหนักและลดการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ กระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรการตามคำแนะนำของ คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุขระดับชาติ ซึ่งมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ เป็นประธาน เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันและควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ โดย 1.เร่งให้ความรู้กับแพทย์ทุกคนในการดูแลรักษาตามแนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และ 2.กระจายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ให้คลินิกทั่วประเทศ ตามมาตรฐานการดำเนินงาน 8 ข้อ ดังนี้

1.คลินิกทั่วประเทศจะต้องมีแพทย์เป็นผู้ดูแลและเป็นผู้สั่งจ่ายยาได้เท่านั้น 2.คลินิกจะต้องจัดส่งรายงานหลักฐานการจ่ายยาและอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหรือกระทรวงสาธารณสุขทุกวัน 3.คลินิกจะต้องมีมาตรการป้องกันการติดเชื้อในคลินิกทุกแห่ง 4.คลินิกที่ต้องการมียาต้านไวรัสไว้ในคลินิก จะต้องสมัครเข้าร่วมโครงการและแพทย์ในคลินิกทุกคนจะต้องได้รับการอบรม และประเมินความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ 5.ให้คลินิกมีการส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล 6.คลินิกควรมีกลไกในการติดตามผู้ป่วยทุกรายหลังการรักษา 7.ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจัดระบบการตรวจสอบคลินิกที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งในเรื่องมาตรฐานการดูแลรักษา การสั่งจ่ายยา การป้องกันการติดเชื้อในคลินิกทุกเดือน

8.คลินิกที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในบ่ายวันนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะจัดส่งมาตรการดังกล่าว ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ นำไปให้คลินิกทุกแห่งในพื้นที่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

สำหรับปัญหาการดื้อยาต้านไวรัสโอเซลทามีเวียร์ ขณะนี้พบ 5 ราย ใน 4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น 2 ราย แคนาดา เดนมาร์ค และฮ่องกง แห่งละ 1 ราย แต่ยังไม่พบในไทย การดื้อยาดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกประเทศต้องเฝ้าระวังการใช้ยาอย่างใกล้ชิด และให้ยาอย่างระมัดระวังอย่างที่สุด โดยใช้รักษาผู้ป่วยเพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส จะไม่ใช้เพื่อป้องกันเพราะไม่ได้ผล ซึ่งในประเทศไทย ยานี้จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ไม่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป มีเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน และคลินิกที่เข้าโครงการเท่านั้น อย่างไรก็ตามประเทศที่มีการดื้อยาก็ยังคงใช้ยาตัวเดิม ขณะเดียวกันต้องมีการสำรองยาต้านไวรัสคือ ยาซานามิเวียร์ (Zanamivir) สำหรับเชื้อดื้อยา เป็นยาตัวที่ 2 ตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งไทยได้สั่งซื้อจำนวน 20,000 ชุดใช้งบประมาณทั้งหมด 9 ล้านบาท

นอกจากนั้น รัฐบาลได้อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข เพิ่มขีดความสามารถของห้องไอซียูในการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต โดยเพิ่มเครื่องช่วยหายใจชนิดพิเศษ ให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั่วประเทศ รวม 210 เครื่อง เป็นเครื่องสำหรับผู้ใหญ่ 180 เครื่อง และสำหรับเด็ก 30 เครื่อง ใช้งบประมาณ 180 ล้านบาท เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับการดูแลในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มีประมาณปีละ 800,000 คน ได้ให้ อสม. ออกแนะนำและคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ที่ป่วยทุกหมู่บ้าน/ชุมชน ประมาณ 80,000 แห่ง สำหรับสถานพยาบาล ให้ปรับการนัดตรวจครรภ์ให้ห่างขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงรับเชื้อในโรงพยาบาลเมื่อมาฝากครรภ์ และจัดระบบเยี่ยมบ้านหรือติดตามอาการทางโทรศัพท์อย่างทั่วถึง ในส่วนของหอผู้ป่วยทุกแห่ง ขอให้ผู้ที่เป็นไข้หวัดงดเยี่ยมผู้ป่วยเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันการแพร่ไปสู่ผู้ป่วย ซึ่งมีภูมิต้านทานต่ำอยู่แล้ว โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ เด็กอ่อน ผู้สูงอายุ ควรหลีกเลี่ยงการไปเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาล เพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

ชวนเชื่อมือวิทยา ทำงานดี มั่นใจรับมือหวัด09ได้

"ชวน หลีกภัย"แนะกระทรวงสาธารณสุข เร่งทำความเข้าใจให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องไข้หวัด 2009 ยัน "วิทยา"ยังทำงานดี ไม่มีผลให้ต้องถูกปรับออกจากตำแหน่ง...

วันนี้(28 ก.ค.)นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถาการณ์ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า เท่าที่ได้พูดคุยกับ นายวิทยา แก้วภารดัย รมว.สาธารณสุข พอเดาได้ว่าแนวโน้มและปัญหาจะเป็นอย่างไร บางประเทศเป็นก่อนเรา จึงดูออกว่าเป็นอย่างไรต่อไป ดังนั้นไม่ว่าวิธีอะไรที่ป้องกันได้ทั้งหมดเท่ากับการให้ความรู้ เพราะจะหวังให้หมอดูแลคนทั้ง 64 ล้านคนคงทำไม่ได้ ทั้งนี้ได้ฝากข้อสังเกตให้กระทรวงสาธารสุขอย่าเบื่อหน่ายที่จะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องไข้หวัด 2009 ทุกวัน ซึ่งการให้ความรู้ถือว่า เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้ประชาชนมีความรู้ป้องกันตัวเอง และถือเป็นภูมิคุ้มกันตัวเองไปด้วย และสิ่งที่กระทรวงทำมาตั้งแต่ต้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งตนเห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคนี้ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อจึงต้องมาช่วยกันให้กำลังใจ

นายชวน กล่าวต่อว่า ตนมีโอกาสถามผู้เชี่ยวชาญในวงการแพทย์หลายท่านก็บอกว่าแนวทางที่ปฏิบัติในขณะนี้ดีอยู่แล้ว และก็สนับสนุนให้ใช้ อสม. 1 คน ดูแลชาวบ้าน 16 ครอบครัวจะทำให้เกิดผลมาก เพราะ อสม.จะสามารถกระจายการให้ข้อมูลกับประชาชนได้ดี และมีประโยชน์ ส่วนข้อเสนอให้มีการเปลี่ยนตัว รมว.สาธารณสุข เพราะทำงานไม่ทันสถานการณ์นั้น ตนคิดว่านายวิทยา ทำงานได้ดี และมีรัฐมนตรีที่ช่วยงานอยู่ ซึ่งต้องแบ่งงานกันทำ และไม่มีเหตุผลที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ว่าใครจะมาเป็นรมว.สาธารณสุข ในขณะนี้ ก็ต้องปฏิบัติแบบนี้ คือ ให้ความรู้กับชาวบ้านและติดตามผลความเป็นความตาย ของชาวบ้าน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในยุครัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เคยมีโรคซาร์สระบาดแต่สามารถควบคุมได้ แต่รัฐบาลปัจจุบันคุมไม่ได้ นายชวน กล่าวว่า เป็นโรคคนละอย่าง มันคนละโรคกัน เพราะโรคไข้หวัดปกติชาวบ้านจะไม่ค่อยกลัว แต่เมื่อไปเทียบกับโรคที่ต่างกันก็ต้องไปดูข้อมูลว่า มีอะไรที่ปิด กรณีของนายวิทยา เป็นผู้ที่เปิดข้อมูลทั้งหมด ซึ่งคิดว่า ถูกต้องเพราะเคยมีบทเรียนเรื่องโรคเอดส์มาแล้ว ที่ปกปิดกัน เพราะกลัวกระทบเรื่องการท่องเที่ยว แต่ในที่สุดทั่วโลกก็ชื่นชมไทย เป็นผู้นำเรื่องการรณรงค์โรคเอดส์เพราะเป็นผู้เปิดเผยข้อมูล.

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

เคาะแล้ว 450ล.สกัดหวัด09ลามทั่วประเทศ

ครม.ทุ่มงบอีก 450 ล้านบาท สกัดหวัด 2009 คาดมีคนไทยติดเชื้อ 5 แสนคน สั่งยาชนิดใหม่สำรองเพิ่ม 20,000 ชุด กรณีเกิดการดื้อยา เผยเหตุเสียชีวิตส่วนใหญ่ เพราะได้รับยาช้าเกินไป...

วันนี้(28 ก.ค.) นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 วงเงิน 450 ล้านบาท จากที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอขอมา 756 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในภารกิจ 4 ด้าน คือ 1.การสนับสนุนการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมสถานการณ์โรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 2.การจัดซื้อยาซานามิเวียร์ 2 หมื่นชุด วงเงิน 9 ล้านบาท เพื่อเป็นยาต้านไวรัสสำรอง กรณีเกิดการดื้อยาของยาโอเซลทามิเวียร์ 3.การใช้งบเพื่อประชาสัมพันธ์โรคหวัด 2009 4.การจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจเพิ่มเติมในผู้ใหญ่ 180 เครื่อง และเด็ก 30 เครื่อง เพื่อใช้ในการรักษาโรคหวัด 2009 วงเงิน 180 ล้านบาท

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อย่างไรก็ตามในที่ประชุม ครม.ไม่ได้มีการแจ้งจำนวนยอดผู้เสียชีวิต และผู้ติดเชื้อหวัด 2009 ที่กระทรววงสาธารณสุขจะแถลงรายละเอียดในวันที่ 29 ก.ค. แต่มีการประมาณการยอดผู้ติดเชื้อในเมืองไทยน่าจะมีประมาณ 5 แสนคน โดยเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีการยืนยันแน่นอน 8,000 คน นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ว่า ผู้เสียชีวิตในไทยส่วนใหญ่ 80-90 % มีสาเหตุมาจากได้รับยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ช้าเกินไป โดยส่วนใหญ่ได้รับยาต้านเชื้อภายหลังป่วยไปแล้ว 6-7 วัน ดังนั้นเพื่อลดการเสียชีวิต จึงจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านไวรัสเร็วขึ้น ซึ่งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข โรคไข้หวัด 2009 มีแนวทางยินยอมให้มีการกระจายยาไปยังคลินิกต่างๆ13,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาเร็วขึ้น ภายใต้เงื่อนไข 8 ข้ออาทิต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยาเท่านั้น และคลินิกที่จะสั่งจ่ายยาดังกล่าวได้ต้องมีการขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข.

ข่าวโดยไทยรัฐออนไลน์

สธ.คุมเข้มสำรองยา ติวเข้มร้านอาหาร สกัดหวัดลาม

ยืนยันหญิงตั้งครรภ์ 7 เดือนรายล่าสุด ไม่ติดเชื้อ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่วนเด็กที่ติดเชื้อจากแม่ขณะตั้งครรภ์ อาการดีขึ้นตามลำดับ แพทย์เตรียมให้กลับบ้านเร็วๆนี้ เตือนหญิงตั้งครรภ์อย่าวิตกหวั่นลูกในท้องได้รับผลกระทบ

วันนี้(28 ก.ค.)นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการกระจายยาต้านไวรัสในคลินิก เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงยาต้านไวรัสรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งได้ทดลองนำร่องที่ จ.ราชบุรี ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า ได้เน้นให้ดำเนินการเฉพาะคลินิก ที่มีแพทย์ดำเนินการอย่างถูกต้องตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุข ทุกแห่งมียาต้านไวรัสสำรองไว้และมีระบบเบิกจ่ายกับโรงพยาบาลชุมชนในอำเภอที่คลินิกนั้นตั้งอยู่ พร้อมทั้งจัดส่งรายงานผู้ป่วยและการใช้ยาให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อควบคุมกำกับการใช้ยาอย่างเหมาะสม

รมช.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า สำหรับอาการผู้ป่วยหญิงตั้งครรภ์ 7 เดือนรายล่าสุด ที่เข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี เมื่อเย็นวันที่ 26 ก.ค.และสงสัยป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สมุทรสงคราม ยืนยันไม่ติดเชื้อ และขณะนี้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น สามารถหายใจได้เอง อาการเหนื่อยหอบน้อยลง แพทย์ยังคงสังเกตอาการทั้งแม่และลูกในครรภ์อย่างใกล้ชิด ส่วนเด็กที่ติดเชื้อจากแม่ขณะตั้งครรภ์ ซึ่งแพทย์ได้ผ่าตัดคลอดก่อนกำหนดนั้น ขณะนี้ได้รับยาต้านไวรัสครบชุดแล้ว แต่ยังคงอยู่ในตู้อบเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย อาการทั่วไปดีขึ้นเช่นเดียวกัน หายใจปกติ ระดับออกซิเจนในเลือดปกติ เริ่มกินนมได้ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แพทย์ยังคงเฝ้าระวังเรื่องการติดเชื้อและดูแลการหายใจต่อเนื่อง หากดูดนมเองได้ดีและน้ำหนักตัวเพิ่มจะให้กลับบ้านได้ ทั้งนี้ไม่อยากให้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ขณะนี้วิตก กังวล จนเกินไป เพราะอาจทำให้เสียสุขภาพจิตและกระทบต่อลูกในครรภ์ได้ แต่ควรดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรง ฝากครรภ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และหากรู้สึกไม่สบาย ให้รีบไปพบแพทย์รักษาทันที

ด้าน นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาอาหาร ปลอดภัยในสถานประกอบการค้าอาหาร ประจำปี 2552 ว่า ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศไทย ยังคงระบาดและส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ร้านอาหารเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่มีคนไปรวมอยู่เป็นจำนวนมาก และมีกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การผลิต ประกอบอาหาร ไปจนถึงการบริโภค ที่อาจจะมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโรคได้ผู้ประกอบการค้าอาหารจึงจำเป็น ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในการป้องกันและรู้เท่าทันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ 2009 สามารถแพร่กระจายของเชื้อโรคที่จะติดต่อระหว่างคนสู่คนผ่านทางระบบทางเดิน หายใจและเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ดังนั้น ผู้ประกอบการค้าอาหาร จึงต้องมีมาตรการที่เข้มงวดให้ผู้สัมผัสอาหารสร้างสุขลักษณะที่ดีให้กับ ตนเองด้วยการล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนที่จะปรุง ประกอบอาหาร และหลังจากใช้ห้องส้วมทุกครั้ง และไม่ควรใช้มือที่ไม่สะอาดหยิบจับอาหารต่าง ๆ เช่น เนื้อสัตว์สด อาหารทะเล และก่อนเตรียมปรุงอาหาร

รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญคือสถานที่ในการใช้ปรุง ประกอบอาหารต้องสะอาดเป็นระเบียบ เนื่องจากอาหารอาจถูกปนเปื้อนได้ง่ายจากเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป จึงต้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบริเวณโต๊ะที่ใช้เตรียม ปรุงอาหาร เตาหุงต้มอาหาร พื้น ผนัง เพดานของห้องครัวให้สะอาด อยู่เสมอ ส่วนผ้าเช็ดทำความสะอาดต้องแยกใช้เฉพาะแต่ละบริเวณ เช่น ผ้าที่ใช้เช็ดโต๊ะต้องแยกจากผ้าที่ใช้เช็ดพื้น และต้องซักทำความสะอาดบ่อย ๆ.

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

Tuesday, July 28, 2009

จุรินทร์ยังไม่คิดปิดโรงเรียนทั่วราชบุร

หลังพบเชื้อหวัด 2009 แพร่ระบาดหนัก สั่งโรงเรียนกวดวิชาคุมเข้มสกัดนักเรียนป่วยเข้าเรียน หลังครบกำหนดปิดโรงเรียน 15 วัน เผยสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศแล้ว 183 แห่ง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าววันนี้ (28 ก.ค.) ถึงมาตรการควบคุมโรงเรียนกวดวิชา ภายหลังจากครบกำหนดมาตรการปิดโรงเรียนเป็นเวลา 15 วัน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไข้หวัด 2009 ว่า จะไม่มีการต่ออายุมาตรการปิดโรงเรียนกวดวิชา แต่จะโรงเรียนการคัดกรองเด็กนักเรียนที่ไปเรียนแทน หากพบใครป่วยต้องให้กลับบ้านไปรักษาตัวจนหายป่วยถึงจะกลับมาเรียนใหม่ได้ รวมทั้งตามโรงเรียนต่าง ๆทั้งในกทม.และต่างจังหวัดก็จะใช้มาตรการเดียวกัน โดยคัดกรองเด็กทุกเช้า หากใครต้องหยุดเรียน ก็ให้ใช้วิธีสอนเสริม โดยการปิดโรงเรียนนั้น ให้แต่ละโรงเรียนประสานงานกับสาธารณสุขอำเภอ หากเห็นพ้องต้องกันก็ให้ปิดได้ จนถึงขณะนี้มีโรงเรียนที่สั่งปิดไปแล้ว 183 แห่ง มีเด็กนักเรียนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั่วประเทศ 371 คน

มาตรการปิดโรงเรียนที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ช่วยบรรเทาการแพร่ระบาดของเชื้อได้พอสมควรรมว.ศธ กล่าว และเมื่อถามว่าที่ จ.ราชบุรี ที่มีการแพร่ระบาดของโรคค่อนข้างมาก จะต้องสั่งปิดโรงเรียนทั้งจังหวัดหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ยังไม่มีแนวทางให้ปิดทั้งจังหวัด ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจเป็นรายโรงเรียน เว้นแต่กระทรวงสาธารณสุขจะแนะนำ

สธ.ของบกว่า 500 ลบ. ดูแลหวัด 09 คัดกรอง-ซื้อยา

กระทรวงสาธารณสุขเสนอของบประมาณ กว่า 500 ล้านบาท ดำเนินการ 3 ส่วน กี่ยวกับการแพร่ระบาด ของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปลงนามถวายพระพร ในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ช่วงเช้าวันนี้ (28 ก.ค.) ที่พระบรมมหาราชวัง จากนั้นนายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธาน การประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระการประชุมหลายเรื่อง เช่น กระทรวงสาธารณสุขจะเสนอของบประมาณ เพื่อใช้ดำเนินการ 3 ส่วน ประกอบด้วย การคัดกรองโรค การแพร่ระบาด 514 ล้านบาท การซื้อยาเพิ่มเติม 20,000 ชุด สำหรับผู้ป่วยดื้อยา 9 ล้านบาท และการประชาสัมพันธ์ 103 ล้านบาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงบประมาณ เนื่องจากถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เสนอขอขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางเพิ่มมูลค่า เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เสนอการขยายระยะเวลาในการฝึกอบรม และประชุมสัมมนา และเสนอการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แก่กัมพูชา สำหรับโครงการพัฒนาถนนหมายเลข 68

ส่วนสำนักงบประมาณเสนอรายงานการโอนงบประมาณรายจ่าย ของส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ประจำปีงบประมาณ 2551 และกระทรวงการต่างประเทศเสนอการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกไม่ถาวร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติของไทย

สธ.ชงของบเพิ่ม 626ล้าน รับมือหวัดระบาด

กระทรวงสาธารณสุข เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ขอเพิ่มงบกลาง 626 ล้านบาท ระดมทำกิจกรรมรับมือหวัดใหญ่ 2009 ขณะ สถานการณ์หวัดมรณะ ซาอุฯ สังเวยแล้วคนแรก...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 ก.ค. กระทรวงสาธารณสุข เตรียมเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติการสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หรือ จำเป็น เพื่อดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมป้องกัน และควบคุมแก้ไขสถานการณ์ระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 วงเงิน 626,074,570 บาท

กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงของการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว ทำให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ต้องระดมสรรพกำลัง ในการร่วมลดความรุนแรง และความสูญเสียจากการแพร่ระบาด โดยดำเนินยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ ยุทธศาสตร์ด้านการบำบัดรักษาพยาบาล ยุทธศาสตร์การควบคุมป้องกันโรค และยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า งบกลางจำนวน 626,074,570 บาท จะนำไปใช้เตรียมความพร้อมป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด ดังนี้ 1.การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ให้แก่หน่วยงานส่วนกลางกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 121,662,720 บาท หน่วยงานส่วนภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 335 ล้านบาท และหน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อีก 57,198,550 บาท 2. จัดซื้อยา Relenza 20,000 ชุด ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสใช้สำรองไว้กรณีที่มีการดื้อยา และ 3. การประชาสัมพันธ์การสื่อสารสาธารณะ จำนวน 103,213,300 บาท มีกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนทั่วไป และประชานกลุ่มเสี่ยง และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเป็นค่าใช้จ่ายผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ โรงภาพยนตร์ เอสเอ็มเอส อินเตอร์เน็ต ข่าวสั้น บทความ ฯลฯ และค่าใช้จ่ายในการผลิต ซื้อ สื่อสิ่งพิมพ์ ป้ายประกาศ แผ่นพับ โปสเตอร์ และ การจัดทำสื่อเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบ วีซีดี ดีวีดี เป็นต้น

ส่วนสถานการณ์การระบาดในต่างประเทศ ล่าสุด เมื่อ 27 ก.ค.สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการป้องกันการระบาดของไวรัส 2009 ในช่วงพิธีฮัจญ์ ในเดือน ก.ย. ซึ่งจะมีชาวมุสลิมทั่วโลกประมาณ 2 ล้านคน เข้าร่วม และปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อแล้ว 300 คน เผยว่า พบผู้เสียชีวิตจากไวรัสมรณะคนแรกของประเทศ เป็นเพศชาย วัย 30 ปี จากเมืองด้านตะวันออกของประเทศ ถูกนำส่งโรงพยาบาล เมื่อวันพุธ 22 ก.ค. ด้วยอาการไข้สูงและปอดบวม เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ แม้ได้รับยาทามิฟลูแล้ว

ทางด้าน กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย ยืนยันมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสมรณะคนที่สองของประเทศ เป็นเพศชาย วัย 46 ปี ทำงานอยู่ในเบลเยียม แต่เพิ่งกลับมาพักผ่อนกับครอบครัวเมื่อต้น ก.ค. เขาเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม และภาวะระบบหายใจล้มเหลว เมื่อวันอาทิตย์หลังถูกนำส่งโรงพยาบาลเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ยืนยัน ผู้เสียชีวิตติดเชื้อไวรัสมรณะ เมื่อวันจันทร์ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ มี 1,124 คน

ด้านสหรัฐฯ ซึ่งมีการระบาดรุนแรงที่สุดในโลก เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เรียกร้องผู้คนหลายพันคน ร่วมการทดสอบวัคซีน 2 ชนิด ซึ่งตั้งเป้าทราบผลภายใน 2 เดือน เพื่อที่ว่า จะเริ่มใช้วัคซีนได้ในช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วงใน ต.ค. โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จะประชุมฉุกเฉิน ในวันพุธ 29 ก.ค. เพื่อร่างแผนปฏิบัติการ และคัดแยกกลุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เคยมีประสบการณ์เลวร้ายเกี่ยวกับวัคซีนมาแล้วในปี 2519 หลังตรวจพบไวรัสมรณะระบาดในกองทัพ และเจ้าหน้าที่เกรงจะระบาดหนักคล้ายไข้หวัดสเปนในปี 2461 (1918) ทำให้ทางการสหรัฐฯ เร่งให้วัคซีนชาวอเมริกัน 40 ล้านคน ผลที่เกิดขึ้น คือ ไวรัสไม่ได้ระบาด แต่กลับมีชาวอเมริกัน 500,000 คน มีอาการข้างเคียงจากวัคซีน เกิดอาการอักเสบของระบบประสาท ที่รู้จักในชื่อว่า “จิลเลียน-แบร์ ซิโดรม” (GBS) ซึ่งทำให้ผู้รับวัคซีนเป็นอัมพาตและเสียชีวิตด้วย 25 คน

สำหรับ “GBS” นั้น เป็นโรคที่มีความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลาย อันเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ และไปทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย จนทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะ ส่วนที่ประสาทส่วนปลายเลี้ยง หรือ สั่งการสูญเสียหน้าที่การทำงาน ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการชาและเดินเซ เป็นต้น บางรายที่อาการรุนแรง อาจหายใจลำบาก เนื่องจาก เส้นประสาทที่ทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจผิดปกติ และอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด จากภาวะหายใจล้มเหลว

ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลชาติต่างๆ เร่งสั่ง หรือ จัดซื้อวัคซีนต้านไวรัสมรณะ คิดเป็นหลายร้อยล้านโดสในปัจจุบัน ทำให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ออกมาเตือนว่า ชาติยากจนอาจประสบปัญหา และไม่สามารถหาวัคซีนมาเก็บสต็อกไว้ใช้ในประเทศ เนื่องจากถูกกลุ่มชาติร่ำรวยสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้ว โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เคยประมาณการณ์ไว้ว่าห้องแล็บ และบริษัทยาทั่วโลก สามารถผลิตวัคซีนได้ปีละ ประมาณ 900 ล้านโดส แม้กลุ่มบริษัทผู้ผลิตยาจะยังมั่นใจ สามารถผลิตได้ทันและเพียงพอความต้องการ กระนั้น ข่าวระบุว่า แม้กลุ่มบริษัทยาจะสามารถผลิตวัคซีนมากเป็น 2 เท่า ของตัวเลขคาดการณ์ของ WHO ก็ไม่อาจปกป้องประชากรทั้งโลกที่มี 6,800 ล้านคน ได้กรณีเกิดการระบาดรุนแรงทั่วผืนปฐพี ด้าน WHO กำลังเจรจา กลุ่มผู้ผลิตยาให้คงการบริจาคหรือขายยาในราคาถูกให้กลุ่มชาติกำลังพัฒนา ส่วนชาติร่ำรวยได้รับการร้องขอให้บริจาคบางส่วนของวัคซีนที่แต่ละชาติเก็บสต็อกไว้

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

Sunday, July 26, 2009

เด็กติดเชื้อหวัดจากแม่รายแรกโลก อาการดีขึ้น แพทย์จับตากระทบสมอง ส่วนแม่โคม่า

ผอ.รพ.จุฬาฯ เผยหญิงราชบุรีติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 อาการยังวิกฤต อยู่ห้องไอซียู ใช้เครื่องช่วยหายใจ ดูแลใกล้ชิด ด้านทารกอาการดีขึ้น เชื่อติดเชื้อจากแม่ผ่านทางน้ำคร่ำ เผยเป็นทารกรายแรกในประเทศติดเชื้อจากแม่สู่ลูก แพทย์เตือนหญิงตั้งครรภ์ห่างคนเป็นหวัด

ศ.นพ.อดิศร ภัทรดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พร้อมด้วยคณะแพทย์ประกอบด้วย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้เชี่ยวด้านโรคระบบทางเดินหายใจ พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์ แพทย์สาขาโรคติดเชื้อ ร่วมกันแถลงความคืบหน้าอาการของหญิง วัย 26 ปี ชาวจังหวัดราชบุรี ที่คลอดลูกก่อนกำหนดหลังตั้งครรภ์ได้เพียง 7 เดือน เนื่องจากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 อย่างรุนแรง และถูกส่งมารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ทางเฮลิคอปเตอร์ เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา
รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวว่า หญิงคนดังกล่าวอาการยังอยู่ในขั้นวิกฤต ต้องรักษาตัวในห้องไอซียู เนื่องจากปอดทั้งสองข้างติดเชื้ออย่างรุนแรง แพทย์ต้องให้เครื่องช่วยหายใจในอัตราสูงมากกว่าผู้ป่วยทั่วไป รวมถึงให้ยานอนหลับ เพื่อให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเต็มที่ และไม่รำคาญเครื่องช่วยหายใจ ขณะเดียวกันได้ให้ยาโอเซลทามิเวียร์ทางเส้นเลือดเพื่อต้านไวรัส โดยแพทย์ต้องคอยดูอาการอย่างใกล้ชิด
ศ.นพ.อดิศร กล่าวว่า ส่วนอาการของเด็กหญิง ลูกของผู้ติดเชื้อรายดังกล่าว ล่าสุดได้รับรายงานจากโรงพยาบาลราชบุรีว่าอาการเริ่มดีขึ้น ส่วนสาเหตุของการติดเชื้อน่าจะมาจากการติดเชื้อจากมารดา ผ่านทางน้ำคร่ำที่เด็กอาจจะกลืนกินลงไป เพราะเป็นไปได้มากกว่าการติดเชื้อทางสายสะดือ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน เพราะนับเป็นผู้ป่วยรายแรกของประเทศไทย ขณะที่ในต่างประเทศยังไม่มีรายงานการติดเชื้อในลักษณะดังกล่าว ซึ่งคณะแพทย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาผลกระทบว่าจะส่งผลต่อสมองหรือพัฒนาการของเด็กในอนาคตหรือไม่
ด้าน พญ.เลลานี แนะนำให้หญิงมีครรภ์ว่า ขอให้ดูแลตนเองอย่างเข้มงวด ล้างมือบ่อยๆ สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา หลีกเลี่ยงที่จะใกล้ชิดคนเป็นหวัด และพักผ่อนให้เพียงพอ หากสงสัยว่าตนเองจะเป็นไข้หวัด ให้รีบพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อรับยาต้านไวรัส และเตือนผู้ที่เป็นหวัด ขอให้หลีกเลี่ยงใกล้ชิดหญิงมีครรภ์ เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงจะเกิดอาการโรคแทรกซ้อนรุนแรง

“มาร์ค” จี้ สธ.ปรับระบบจ่ายยาต้านไข้หวัดใหญ่ 2009 วอนฝ่ายค้านอย่าหยิบมาเล่นการเมือง

นายกฯ รับต้องปรับระบบกระจายยาต้านหวัด 2009 ให้คนติดเชื้อเข้าถึงยาเร็วขึ้น วอนฝ่ายค้านอย่าหยิบประเด็นเล่นการเมือง
วันนี้ (26 ก.ค.) เมื่อเวลา 09.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่พบว่ามีเด็กในครรภ์ติดเชื้อดังกล่าวจากแม่ว่า ขณะนี้หญิงตั้งครรภ์ 7 เดือนคนดังกล่าวได้รับการดูแลอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งจะมีการติดตามดูว่ามีการถ่ายทอดเชื้อหรือไม่อย่างไร ส่วนการติดตามด้านสาธารณสุขนั้น ปัญหาใหญ่ที่สุดคือระบบการกระจายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ เพราะจำเป็นต้องให้ยาตัวนี้แก่ผู้ติดเชื้อได้เข้าถึงให้เร็วขึ้น ซึ่งไม่น่าจะเกินวันที่ 2 และ 3 หลังจากที่เริ่มมีอาการ ทั้งนี้ มีหลายส่วนในภูมิภาคที่ไม่สามารถจ่ายยาตัวนี้ได้อยู่ จึงต้องมีการปรับแก้ โดยต้องอยู่บนความพอดี เพราะผู้เชี่ยวชาญไม่อยากปล่อยยาตัวนี้ให้ถูกนำไปใช้อย่างไม่จำเป็น เนื่องจากจะมีความเสี่ยงเรื่องดื้อยาตามมา ซึ่งบางประเทศเริ่มเจอแล้วแต่ยังไม่รุนแรงมากนัก
อย่างไรก็ตาม จากการที่ตนได้คุยกับ นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อช่วงเช้า ซึ่งบอกว่าระบบการกระจายยาคงต้องไปที่คลินิกด้วย โดยต้องมีวิธีการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงยาได้เร็วขึ้น เพราะผู้เสียชีวิตหลายรายที่เราตามอยู่ ได้รับยาหลังจากที่เริ่มมีอาการได้ 6-7 วันแล้ว และบางครั้งเคยได้รับการรักษาพยาบาล 1-2 ครั้งวนเวียนอยู่ในที่ที่ไม่มียาตัวนี้ ทั้งนี้ เรามีการสำรองวัคซีนและยาดังกล่าวแล้ว ซึ่งอาจได้ไม่เท่าประเทศที่มีกำลัง แต่เราคิดว่าเพียงพอ
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ตนคิดว่าความเข้าใจของประชาชนในเรื่องดังกล่าวดีขึ้น ทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม แต่ละที่ต้องใช้ดุลยพินิจ เช่น โรงเรียนที่มีการปิดอยู่หลายแห่ง เขาต้องดูสถานการณ์ของแต่ละที่ไป ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้วมากกว่าที่จะให้รัฐบาลประกาศว่าทุกคนต้องปิดหรือเปิด หรือห้ามทำสิ่งใด ทั้งนี้ ตนขอย้ำว่าเราต้องบริหารจัดการและต่อสู้กับเรื่องนี้ยาวไปจนถึงปีหน้า ตัวเลขตอนนี้ในประเทศที่มีการรายงานอย่างต่อเนื่อง จะพบว่าการติดเชื้อเพิ่มขึ้นกำลังอยู่ในอัตราที่สูง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการติดเชื้อที่มีการรายงานกันตอนนี้ไม่มีความหมาย เพราะองค์กรอนามัยโลกบอกแล้วว่าไม่ต้องรายงาน อีกทั้งไม่มีความจำเป็นที่ต้องส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการ เพราะการส่งไปห้องปฏิบัติการจะทำให้เสียเวลาและทรัพยากร รวมถึงไม่ได้ช่วยในเรื่องการรักษาพยาบาล แต่ให้รักษาไปตามอาการได้เลยเพราะฉะนั้นไม่เกือบทุกประเทศไม่ต้องส่ง ยกเว้นกรณีที่เขามีความจำเป็นหรือความสนใจ แพทย์จึงส่ง
เมื่อถามว่าจะขอความร่วมมือจากส.ส.ฝ่ายค้านหรือไม่ เพราะในหลายพื้นที่ มีส.ส.บางคนไปให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนต่อต้านนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ปัญหานี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนหวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะทุกคนเรียกร้องให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งก็คือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไขทำงาน คงไม่มีนักการเมืองที่ไปทำร้ายประชาชนอย่างนั้นด้วยการให้ข้อมูลผิดๆโดยเจตนา เมื่อถามต่อถึงการที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ระบุว่ามีหญิงชรา อายุ 88 ปี ใน จ.แพร่ เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การวิจารณ์ว่านโยบายหรือการบริหารจัดการของรัฐบาลมีจุดอ่อนตรงไหน ตนอยากให้ฝ่ายค้านนำมาพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลกันว่ามีปัญหาอะไร
ทั้งนี้ ผู้ที่สังเกตการณ์ในต่างประเทศบอกว่ามีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่นำเรื่องนี้มาเล่นการเมืองมากที่สุด ดังนั้น ตนอยากขอว่าเรื่องนี้ให้ช่วยกันทำงานดีกว่า เพราะตนไม่เชื่อว่ามีพรรคการเมืองใดหรือนักการเมืองคนใดอยากจะเห็นประชาชนเสียชีวิตจากโรคระบาด
ผจกออนไลน์

สธ.เตรียมส่ง อสม.9 แสนคน สำรวจกลุ่มเสี่ยงหวัด09

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเตรียมขับเคลื่อน อสม. 9 แสนคน ทั่วประเทศ ออกสำรวจประชากร ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ เพื่อหากลุ่มเสี่ยงของการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าววันนี้ (26 ก.ค.) ในการตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราชว่า ขณะนี้การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับคงที่แล้ว และเริ่มกระจายสู่ต่างจังหวัด ตั้งแต่ครึ่งเดือนที่ผ่านมา ดังนั้น หากมีผู้ป่วยเกิดขึ้น ชุดเคลื่อนที่เร็วจะต้องตรวจสอบโดยเร็ว โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและอำเภอ จะต้องติดตามวิเคราะห์ และควบคุมโรค เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ขณะที่บุคลากรของกระทรวงสาธารณสุข จะต้องเตรียมพร้อม

นายวิทยา กล่าวต่อว่า ได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ประสานกับ อสม. ป้องกันไม่ให้ไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดในชนบท โดยสัปดาห์หน้า จะขับเคลื่อน อสม.กว่า 9 แสนคน ทั่วประเทศ ออกสำรวจครัวเรือนพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อค้นหาประชากรกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว คนอ้วน คนสูงอายุที่สุขภาพไม่ดี เป็นต้น จากนั้นจะทำบัญชีรายชื่อ และคัดกรอง หากกลุ่มเสี่ยงมีอาการป่วย ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ส่วนคนที่มีสุขภาพดี ถ้าป่วยให้พักผ่อนอยู่กับบ้าน สังเกตอาการ โดยมติคณะรัฐมนตรีออกมาแล้วว่า ให้ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงาน หยุดอยู่กับบ้านได้ โดยไม่คิดเป็นวันลา

ส่วนผู้ที่สุขภาพดี ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง แต่เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้น นายวิทยา กล่าวว่า มีประมาณร้อยละ 35 เพราะได้รับยาต้านไวรัสช้าเกินไป เนื่องจากเมื่อมีอาการป่วยแล้ว ไปรับการรักษาที่คลินิก ซึ่งครั้งแรกไม่หาย แล้วไปรักษาที่คลินิกซ้ำอีกครั้ง เมื่อไปโรงพยาบาลจึงไม่ทันการ จึงสั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ประสานกับคลินิกภายในจังหวัดว่า หากมีผู้ป่วยที่มีอาการมาแล้ว 2 วัน ไข้ยังไม่ลด ให้ส่งโรงพยาบาลทันที และโรงพยาบาลใด ที่มีผู้ป่วยอาการหนัก สามารถขอกำลังเสริม ระดมแพทย์เชี่ยวชาญ มาช่วยเหลือผู้ป่วยได้ โดยในพื้นที่ภาคใต้ มีโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เป็นศูนย์กลางในการดูแล

รพ.จุฬาฯรับตัวหญิงป่วยหวัดจากราชบุรีอาการหนัก

รพ.จุฬาฯ รับหญิงป่วยหวัด 2009 จากราชบุรีรักษาต่อ ขณะนี้อยู่ในห้องไอซียู เบื้องต้นอาการยังน่าห่วง ด้านมาตรการจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ในคลินิกเริ่มนำร่องแล้ววันนี้ที่ จ.ราชบุรี..

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีหญิงสาววัย 26 ปีจาก จ.ราชบุรี ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ขณะที่ตั้งครรภ์ได้ 7 เดือนเศษ เข้ารับการรักษาตัวตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา แพทย์จึงต้องผ่าตัดเอาเด็กออก เมื่อวันที่ 23 ก.ค. เพราะเกรงว่าจะติดเชื้อและอาจเป็นอันตรายนั้น

ล่าสุด เมื่อกลางดึกวานนี้ (24 ก.ค.) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพฯ ได้รับประสานงานจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ส่งตัวหญิงสาวคนดังกล่าวจาก จ.ราชบุรี มารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลจุฬาฯ แล้ว โดย รศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาฯ กล่าวว่า อาการแม่เด็ก ล่าสุดอาการยังน่าเป็นห่วงพักรักษาตัวในห้องไอซียู รักษาตามอาการ เบื้องต้นมีอาการทางปอด ต้องรอดูอาการอีกประมาณ 1-2 วัน

ด้านนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ได้มอบหมายหมายให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นผู้รักษา เบื้องต้นได้รับรายงานจากโรงพยาบาลว่าคนไข้รักษาอยู่ในห้องไอซียูและอาการ ยังทรงตัวต้องรอดูอาการอีกประมาณ 1-2 วัน

ส่วนมาตรการที่จะให้คลินิกทั้ง 17,000 แห่งทั่วประเทศสามารถจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ให้กับคนไข้นั้น นายมานิต กล่าวว่า จะเริ่มในวันนี้ (25 ก.ค.) โดยนำร่องที่ จ.ราชบุรี เป็นแห่งแรก ซึ่งจะให้คลินิกละ 5 ชุด หรือ 50 เม็ดสามารถไปรับได้ที่โรงพยาบาลอำเภอ และหากมีผู้ป่วยต้องการใช้ยาเป็นจำนวนมากทำให้ยาไม่เพียงพอก็สามารถไปรับ เพิ่มเติมได้ที่โรงพยาบาลอำเภอทันที โดยทางคลินิกต้องรักษาตามแนวทางของกระทรวงฯ อย่างเข้มข้น และหลังจากจ่ายยาให้กับคนไข้ต้องทำประวัติคนไข้อย่างละเอียด มีที่อยู่พร้อมเบอร์ติดต่อ และทำบันทึกหลังจากการจ่ายยาทุกวันว่าลักษณะอาการเป็นอย่างไร ส่วนค่ารักษาได้กำชับให้ทุกคลินิกคิดค่ายาตามราคาต้นทุนที่เม็ดละ 25 บาท และหากคนไข้ที่มารักษามีเงินไม่เพียงพอก็ขอแพทย์ให้รักษาให้ฟรี หลังจากที่ได้เริ่มนำร่องที่ราชบุรี จะขอรอดูผลการดำเนินงานประมาณ 7 วัน เพื่อนำมาประเมินข้อดีข้อเสียเพื่อนำมาเป็นแนวทางที่จะนำไปใช้กับคลินิกทั่วประเทศ

ข่าวจากไทยรัฐออนไลนื

Saturday, July 25, 2009

เร่งผลิต"ทามิฟลู"เพิ่ม 30ล.เม็ด คาดวัตถุดิบจากอินเดียถึงไทย27ก.ค.นี้

อภ.ชงเรื่องเบิกงบฉุกเฉินเตรียมสั่งผลิตทามิฟลูเพิ่มอีก 30 ล้านเม็ด จากเดิมที่ผลิตอยู่แล้ว 10 ล้าน รวม 40 ล้านเม็ด เผยบอร์ดอภ.หารือบอร์ดสธ.มีมติให้เพิ่มผลิต คาดวัตถุดิบจากอินเดียจะมาถึงเมืองไทย 27 ก.ค.นี้
นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยถึงการสั่งผลิตยาโอเซลทามิเวียร์เพิ่มเป็น 40 ล้านเม็ด ว่า เดิม อภ.ผลิตอยู่แล้วที่จำนวน 10 ล้านเม็ด แต่หลังจากที่มีมติจากคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณะสุข (สธ.) มีมติร่วมให้ผลิตเพิ่มอีก 30 ล้านเม็ด ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหาการจ่ายยาให้คนไข้ล่าช้า และทางกระทรวงฯ ไม่มีนโยบายให้จ่ายยาให้คนไข้ทันทีเนื่องจากเกรงว่าเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะดื้อยา แต่หลังจากที่สถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อหวัดใหญ่ฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ต้องเพิ่มการผลิตยามากขึ้น เพื่อที่จะทำให้โรงพยาบาลจ่ายยาให้คนไข้อย่างรวดเร็ว ส่วนการดำเนินการขณะนี้ได้สั่งวัตถุดิบเพิ่มจากประเทศอินเดีย คาดว่าถึงไทยในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ เมื่อเข้ามาแล้วจะดำเนินการผลิตได้ทันที
ส่วนการสำรองยาต้านไวรัสของโรงพยาบาลต่าง ๆ จะมีจำนวนไม่เท่ากันแล้วแต่ขนาดของโรงพยาบาลจะมีตั้งแต่ 1,000-5,000 เม็ด แต่หากโรงพยาบาลใดที่มีคนไข้มารักษาเป็นจำนวนมาก จนยาที่สำรองไว้ไม่เพียงพอสามารถโทรแจ้งที่ อภ.โดยตรง จากนั้น อภ.จะจัดส่งไปให้ภายใน 24 ชั่วโมง ด้านงบประมาณในการผลิตยาโอเซลทามิเวียร์เพิ่มอีก 30 ล้านเม็ด ต้นทุนอยู่ที่เม็ดละ 25 บาท รวม 750 ล้านบาท ขณะที่รอให้ กระทรวงฯ ทำแผนขอใช้งบฉุกเฉินจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระหว่างนี้ อภ.จะสำรองจ่ายเงินส่วนนี้ไปก่อน

ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์

เตือนสติให้ “คลินิก” สั่งจ่ายยาหวัด09 “หมอประเสริฐ” หวั่นทำฆ่าตัวตายเหมือนญี่ปุ่น

“หมอประเสริฐ” เตือนสติให้ “คลินิก” สั่งจ่าย “โอเซลทามิเวียร์” รักษาหวัด 2009 เผยต้องหารือข้อมูลรอบด้าน หวั่นเกิดผลข้างเคียงเหมือนญี่ปุ่น ไทยสำรองโอเซลทามิเวียร์ 15.2 ล้าน ผลิตเพิ่มอีก 10 ล้านเม็ด กระจายยาทั่วประเทศแล้วกว่า 2 ล้านเม็ด

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานที่ปรึกษาทางวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขระดับชาติ กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีความคิดที่จะขอหารือเกี่ยวกับจ่ายยา “โอเซลทามิเวียร์” รักษาหวัด 2009 ในระดับคลินิกในพื้นที่ต่างๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่ว่า ความเห็นส่วนตัวเห็นว่า ผลดีคือ ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาดังกล่าวเร็วขึ้น แต่ผลเสียคือบางคนอาจไปขอยาที่คลินิกใช้เพื่อการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งจุดประสงค์ของทีมวิชาการต้องการให้ยาดังกล่าวใช้เพื่อการรักษามากกว่าการป้องกัน เพราะเกรงเรื่องผลข้างเคียงของยา
“ที่ญี่ปุ่นพบว่าผลข้างเคียงของยาดังกล่าวทำให้เด็กวัยรุ่นฆ่าตัวตาย แต่ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลนี้ และไม่ทราบว่าจะเหมือนกับประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ เนื่องจากบริบทของคนญี่ปุ่นกับคนไทยในเรื่องการฆ่าตัวตายมีความต่างกัน จึงไม่ทราบว่าในไทยหากใช้ยาเพื่อการป้องกันจะเกิดผลเสียอย่างไร พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องติดตามและทีมที่ปรึกษาฯจำเป็นต้องมาชั่งน้ำหนักโดยนำข้อมูลรอบด้านมาหารืออีกครั้ง”ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าว
ด้านรศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 11 กรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการกระจายยาดังกล่าวในระดับคลินิก เพราะเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในการพิจารณาของฝ่ายวิชาการ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบครอบทั้งผลดีและผลเสีย โดยวัตถุประสงค์มาจากดำริที่ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องการเข้าถึงยาโอเซลทามิเวียร์ของผู้ป่วยช้าไป เพื่อหวังผลการในการดูแลรักษาชีวิตผู้ป่วยให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งการรักษาพยาบาลไม่ใช่เพียงแต่เรื่องยาเพียงอย่างเดียว ยังรวมถึงยาลดไข้ การให้น้ำเกลือ การเฝ้าสังเกตอาการ ฯลฯ เป็นองค์ประกอบร่วมกันในการรักษา
“ข้อดีคือ ผู้ป่วยเข้าถึงยาในการรักษาได้เร็วขึ้น แต่การได้รับยาเร็วนั้นจะเร็วเกินไปจนได้ผลเสียหรือไม่ต้องพิจารณา ทั้งนี้หากมีการกระจายยาในระดับคลินิกท้องถิ่นแล้วค่อนค้างจะมีการคุมการใช้ยายาก อีกทั้งความคิดเห็นส่วนตัวเห็นว่า ผู้ที่มาใช้บริการในคลินิกจะต้องเสียเงินหากได้รับยาโอเซลทามิเวียร์ ในขณะที่หากผู้ป่วยเดินทางไปยังสถานพยาบาลของภาครัฐที่มีสิทธิอยู่ อาทิ สถานพยาบาลสิทธิต่างๆของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิตามโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการก็ไม่เสียค่ายา แต่หากคลินิกจะบริหารจัดการอย่างไร”รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าว



**ไทยสำรองโอเซลทามิเวียร์ 15.2 ล้าน
นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้กรมควบคุมโรคมียาโอเซลทามิเวียร์ทั้งหมด 5.2 ล้านเม็ด แบ่งเป็น ยาเดิมที่มีจากงบประมาณปี 2551 จำนวน 3.2 ล้านเม็ด จากนั้นในงบปี 2552 ได้สำรองเพิ่มอีก 1 ล้านเม็ด จากนั้นองค์การเภสัชกรรม(อภ.)ผลิตสำรองให้อีก 1 ล้านเม็ด ซึ่งขณะนี้ได้กระจายลงในพื้นที่ทั่วประเทศแล้วกว่า 2 ล้านกว่าเม็ดแล้ว ส่วนที่เหลือสำรองอยู่ที่กรมควบคุมโรคและอภ. ส่วนที่ได้จัดสรรของบกลางอีก 10 ล้านเม็ดกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อ นอกจากนี้ยังมีอภ.เดินหน้าการผลิตสำรองอีก 10 ล้านเม็ดก่อนหน้านี้เพื่อสำรองยา
“หากจะมีการกระจายยาดังกล่าวในระดับคลินิกคิดว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) จะสามารถควบคุมปริมาณการใช้ได้ดีก็ไม่น่ามีปัญหาใดๆ คลินิกใดจ่ายยาหมดก็มาเบิกจากสสจ. ซึ่งขณะนี้ทางโรงพยาบาลระดับจังหวัด และระดับชุมชนก็ใช้การบริหารจัดการดังกล่าวอยู่เช่นกัน”นพ.มล.สมชาย กล่าว

ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์

หวัด09คร่าเฉียด 800 ส่วนใหญ่อายุ 12-17 ปี

องค์การอนามัยโลกยังไม่มีคำแนะนำเกี่ยวกับการมีบุตร ในช่วงนี้ หลังจากมีรายงานว่า กลุ่มสตรีมีครรภ์อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ของการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานวานนี้ (24 ก.ค.) ว่า โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ขยายการแพร่ระบาดถึง 160 ประเทศ และจะมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 2 พันล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลก ภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยนายเคอิจิ ฟูคูดะ เจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า ไวรัสยังคงอยู่ในระยะแรก และยังจะแพร่ขยายต่อไปอีก ไวรัสมรณะนี้ ได้คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วเฉียด 800 คน ภายในเวลาไม่กี่เดือน นอกจากนี้ นายฟูคูดะ กล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่ และบริษัทผู้ผลิตยา กำลังตรวจสอบถึงการเร่งกระบวนการพัฒนาวัคซีน ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ภายใต้ความปลอดภัย และความมีประสิทธิภาพ ก่อนจ่ายวัคซีนให้กับประชาชน

องค์การอนามัยโลก ระบุด้วยว่า มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในหลายประเทศ กลุ่มผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มประชาชนที่มีอายุน้อย อยู่ในวัย 12 - 17 ปี ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานด้วยว่า บางแห่งมีการติดเชื้อส่วนใหญ่ ในกลุ่มวัยชรา รวมถึงมีรายงานระบุด้วยว่า กลุ่มสตรีมีครรภ์ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ต่อการติดเชื้อนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม นายฟูคูดะ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกไม่มีคำแนะนำว่า สตรีควรมีบุตรหรือไม่ ในเวลานี้

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

สาวท้องติดหวัด ผ่าเด็กออก หนุ่มบางปะกงดับ


สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังน่าเป็นห่วง ล่าสุด หนุ่มวัย 30 ปีที่ จ.ฉะเชิงเทรา เสียชีวิตหลังเข้า รพ. 1 วัน ส่วนที่ราชบุรี สาวท้อง 7 เดือนติดหวัดต้องผ่าเอาลูกออก แต่อาการหนักทั้งคู่ต้องอยู่ในห้องไอซียู...

วันนี้ (24 ก.ค.) นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศว่า ล่าสุด ได้ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี หลังจากทราบว่ามีหญิงสาวท้องแก่ 7 เดือน ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จนแพทย์ต้องผ่าตัดเอาเด็กออกเพื่อช่วยเหลือ โดยเบื้องต้นทราบว่า หญิงสาวคนดังกล่าวอายุ 26 ปี น้ำหนัก 115 กิโลกรัม เข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อหวัดตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. และแพทย์เพิ่งผ่าตัดเอาเด็กออกมาเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา เด็กอายุครรภ์ 7 เดือนเศษ น้ำหนัก 1500 กรัม เพศหญิง

นายมานิต กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบยืนยันว่า ทั้งแม่และลูกติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ต้องอยู่ในห้องไอซียูทั้งคู่ โดยแม่อาการทรุดหนัก ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่วนลูกแพทย์ได้ให้ยาแอนตี้ไวรัส โอเซลทามิเวียร์ พร้อมกับเก็บตัวอย่างส่งตรวจให้แล็บที่กรุงเทพฯ เพื่อยืนยันอีกครั้ง แต่ขณะนี้ทั้งคู่อยู่ในความดูแลของ ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี แพทย์โรงพยาบาลศิริราช และเป็นนายกสมาคมโรคติดต่อแห่งประเทศไทย และ พ.ญ.ศรีวรรณา พูลสรรพสิทธิ์ ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข ดูแลอย่างใกล้ชิด

นายมานิต กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ในพื้นที่ จ.ราชบุรี นั้น มีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 7 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอน ซึ่งผู้เสียชีวิตจากประวัติพบว่าส่วนใหญ่จะไปที่คลินิกก่อน 2-3 วัน หลังจากนั้นจึงมาที่โรงพยาบาล ทำให้การรักษาช้าไป จึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้น จึงขอแนะนำว่าหากผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวเมื่อเป็นหวัดเบื้องต้นให้กินยา พาราเซตามอลก่อนภายใน 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน หากอาการไม่ดีขึ้นไข้ไม่ลด มีอาการปวดเมื่อย เหนื่อยหอบ ให้รีบไปโรงพยาบาล แต่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวให้ไปโรงพยาบาลตรวจทันที อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ให้ จ.ราชบุรี เป็นจังหวัดนำร่อง กรณีทางกระทรวงสาธารณสุขจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ ต้านไข้หวัดให้กับคลินิกทุกแห่งเพื่อรักษาผู้ป่วย จะได้ไม่แออัดโรงพยาบาล และให้คลินิกนั้นเก็บประวัติผู้ป่วยไว้เพื่อทำรายงาน หากโครงการนี้เกิดผลดีจะทำต่อในทุกจังหวัด ดังนั้นผู้ป่วยเป็นหวัดสามารถไปที่คลินิกได้เลย

วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา นพ.ทวีเกียรติ บุญยไพศาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขต 3 ได้เดินทางมาตรวจติดตามความคืบหน้าการเฝ้าระวังและร่วมกันวางมาตรการ หลังมีผู้ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เสียชีวิตลงหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบางปะกงพียง 1 วัน โดยชายที่เสียชีวิต พิการมาแต่กำเนิดอายุประมาณ 30 ปี มาตรการของจังหวัดฯ การไม่ให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ได้มีการเฝ้าระวัง ให้มีการรักษาพยาบาลที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหญิงมีครรภ์ กลุ่มโรคอ้วน เรื้อรัง คนแก่คนชรา พิจารณาการจ่ายยาต้านไวรัสให้ก่อน รวมทั้งซ้อมแผนการระบาดไข้หวัดใหญ่รุนแรงด้วย

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

มากหมอมากความ เฟชบุ๊กทักษิณ แนะนำหวัด

วิทยาบอกเป็นความตั้งใจดี แต่คงไม่สมัครแข่ง เพราะเชื่อมั่นในมาตรฐานก.สาธารณสุข ปัดให้คะแนนการแก้ไขปัญหาหวัด 09 บอกที่ผ่านมาได้ปรับปรุงตัวเองมาตลอด ให้ข้อมูลที่แท้จริงกับประชาชน ไม่ปิดปัง

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าววันนี้ (24 ก.ค.) ถึงกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิด Facebook แนะนำการแก้ปัญหาไข้หวัดพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า เป็นความตั้งใจดี ที่ช่วยเหลือประชาชน ตนคงไม่สมัครแข่งอย่างแน่นอน เพราะมากหมอก็มากความ สิ่งสำคัญเชื่อมั่นในมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข หากมีการล้วงลูกหรือเกินหลักวิชาการ ประชาชนอาจสับสน

เมื่อถามถึงการให้คะแนนการแก้ไขปัญหาไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ นายวิทยา ปฏิเสธที่จะให้คะแนนตนเองว่าสอบผ่านหรือไม่ โดยระบุว่า มีการปรับปรุงตนเองมาตลอด พยายามให้ข้อมูลที่แท้จริงกับประชาชนมากที่สุด ไม่ปิดปัง

ส่วนการชุมนุมใหญ่ที่วัดแก้วฟ้า จ.นนทบุรี รมว.สธ. กล่าวว่า การรักใครชอบใคร มากแค่ไหนควรดูแลสุขภาพตัวเองด้วย หากมีการเจ็บป่วยไม่ควรอยู่ร่วมในสถานที่แออัด

นายวิทยา กล่าวถึงข่าวร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนว่า เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชนในเครือข่าย สปสช. ทางโรงพยาบาลไม่ยอมให้ยาต้านไวรัสจนทำให้เสียชีวิต นั้น ได้สั่งการให้นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พร้อมกำชับให้กวดขันเรื่องมาตรฐานการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 และการให้ยาต้านไวรัส ของโรงพยาบาลเอกชนในเครือข่าย สปสช. ให้เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และมอบหมายให้นายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประสานขอความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด ทั้งในและนอกเครือข่าย สปสช. อีกได้

Friday, July 24, 2009

สธ.ส่งอสม.ค้นถึงหมู่บ้านป่วยหวัด09

กระทรวงสาธารณสุข เสริมกำลัง อสม.กว่า 9 แสนคนทั่วประเทศ รับมือการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ฯ ในหมู่บ้าน ชุมชน ลดการเสียชีวิต ขณะที่ มานิตนำร่องล้างทำความสะอาดรถเมล์

วันนี้ (24 ก.ค.) ที่กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดร.นายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายไพฑูรย์ บุญอารักษ์ ประธาน อสม.ภาคกลาง ร่วมกันแถลงข่าว พลังอสม.ต้านภัยไข้หวัดใหญ่ 2009

นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 อยู่ในขั้นที่มีการแพร่ระบาดกระจายทั่วประเทศ และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น นอกจากมาตรการควบคุมการระบาด โดยการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมการป้องกันตนเอง ด้วยการล้างมือบ่อยๆ ใช้หน้ากากอนามัยเมื่อป่วยโรคทางเดินหายใจหรือต้องอยู่ในที่ชุมนุมชน หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ อีกมาตรการที่สำคัญคือ การรักษาผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว เพื่อลดการเสียชีวิตให้น้อยที่สุด

นายวิทยา กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ของไทย พบว่ามีสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต 2 เรื่องสำคัญ คือ เป็นผู้มีปัจจัยเสี่ยงอาการรุนแรงเมื่อป่วย ได้แก่ เด็กเล็กต่ำกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง พบกว่าร้อยละ 60 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด อีกสาเหตุหนึ่งคือ เมื่อป่วยแล้วมาพบแพทย์ช้าเกินไป ทำให้โรคลุกลามไปมากจนไม่สามารถรักษาได้ ในการป้องกันปัญหาดังกล่าว มีนโยบายระดมพลังอสม.ทั่วประเทศ ออกเยี่ยมบ้านเพื่อให้คำแนะนำการป้องกันโรค และค้นหาผู้ป่วยในหมู่บ้านและชุมชนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว ซึ่งหากป่วยจะต้องให้พบแพทย์ทันที มั่นใจว่ามาตรการนี้จะลดการเสียชีวิตได้ โดยจะเริ่มปฏิบัติการพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2552 นี้เป็นต้นไป

ขณะที่นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการล้างทำความสะอาดรถบัส เพื่อรณรงค์ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่บริษัทพรีเมี่ยม แมนเนจเมนท์ จำกัด ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และตรวจเยี่ยมอู่รถร่วมของขสมก. ซึ่งมีประมาณ 400 คัน

รมช.สธ. กล่าวว่า บริษัทแห่งนี้เป็นแบบอย่างที่ดี เนื่องจากได้ทำความสะอาดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร โดยพนักงานจะทำความสะอาดเบาะที่นั่ง ราวขึ้นลงที่ประตูและบานพับประตูวันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นก่อนที่รถจะออกให้บริการจะฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ ซึ่งรถทุกคันของบริษัทจะมีน้ำยาเจลล้างมือให้ผู้โดยสารกดทำความสะอาดขณะขึ้นลงรถ นับเป็นมาตรการหนึ่งที่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทรถร่วม อย่างน้อยก็เป็นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ แต่สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุข เป็นห่วงมากคือ ผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดหากจะโดยสารรถเพื่อเดินทางไปพบแพทย์ ควรจะสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือด้วยเจลล้างมือในรถทุกครั้ง

ในส่วนของรถร่วมที่เป็นรถตู้ จะประสานงานอีกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของจะมีประมาณ 2-3 คัน จะรวบรวมจำนวนจากแต่ละวินแต่ละคิวรถตู้ และจะขอความร่วมมือไปที่กรมการขนส่งทางบก ให้ช่วยรณรงค์ล้างทำความสะอาด เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ นายมานิต กล่าว

ผบ.ตร.กำชับตำรวจอย่าประมาทหวัด2009

พล.ต.อ.พัชรวาทกำชับลูกน้องให้ป้องกันติดหวัด 09 แต่อย่างตื่นตระหนก พร้อมสั่งแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจเตรียมรับมือให้การรักษากำลังพล...

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าววันนี้ (24 ก.ค.) ว่า จากสถาน การณ์ การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและมีตำรวจติดเชื้อ แล้ว 1 ราย คือ ด.ต. วุฒิชัย ปรางทิพย์ อายุ 52 ปี ผบ.หมู่จราจร สน.พระโขนง ดังนั้น ขอให้ตำรวจถือปฏิบัติแนวทางป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ต้องสวมหน้ากากอนามัยในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการติด เชื้อ ล้างมือหรือใช้เจลแอลกฮอล์ทุกแห่งที่มีการสัมผัสอวัยวะ หรือสัมผัสสิ่งของสาธารณะ โดยให้ตำรวจมี ความตระหนัก แต่ไม่ให้ตื่นตระหนก เนื่องจากผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีภูมิต้านทานต่ำ แต่หากมีไข้ ควรรีบพบแพทย์ไม่ซื้อยามาทานเอง เพราะอาจมีผลข้างเคียง โดยได้มีคำสั่งให้ พล.ต.ท.นพ.สมยศ ดีมาก แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจเตรียมความพร้อมไว้แล้ว

วัดสุทัศน์ฯจัดพิธี เสกน้ำมนต์ แจกคนกินสู้หวัด

วัดสุทัศน์ฯ จัดพิธีพุทธาภิเษกน้ำพระพุทธมนต์ "โรคาพินาศ" อัญเชิญขันมหาสาคร ใส่น้ำมนต์ พระกริ่งสังฆราชแพ ใช้เวลาทำพิธี 6 ชั่วโมง เตรียมแจกให้ประชาชน ด้าน "ต๋อง ศิษย์ฉ่อย" โล่งไม่เป็นหวัด...

เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (23 ก.ค.) ที่พระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม ได้จัดให้มีพิธีพุทธาภิเษกน้ำพระพุทธมนต์ "โรคาพินาศ" โดยมีพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ฯ เป็นประธาน มีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมพิธีกว่า 300 คน

พิธีดังกล่าวเริ่มจากการบวงสรวงโดยพระราชครูศิวาจารย์ (พราหมณ์หลวง) จากนั้นพระสงฆ์สวดพระปาฏิโมกข์ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร และมหาสมัยสูตร ก่อนที่จะมีการอัญเชิญขันมหาสาคร ซึ่งเป็นขันที่ใส่น้ำมนต์ ชนวนพระกริ่ง มีพระกริ่งหลายรุ่นของวัดสุทัศฯ ลงในขันมหาสาครจำนวน 3 ขัน ซึ่งจะใช้เวลาในการทำพิธีนาน 6 ชั่วโมง และเมื่อเสร็จพิธีจะอัญเชิญขันน้ำพระพุทธมนต์ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ตักน้ำมนต์แจกประชาชน

พระราชวิจิตรปฏิภาณ หรือเจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ฯ กล่าวว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 ประเทศไทยเคยเกิดอหิวาตกโรคระบาด มีคนตายจำนวนมาก สมเด็จพระวันรัตน์ (แดง สีลวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ฯ ในสมัยนั้นก็ติดอหิวาตกโรค จึงอาราธนาพระกริ่งลงในขันน้ำพระพุทธมนต์ดื่มก็ปรากฏว่าหายจากอาการอหิวาตกโรค ซึ่งในเนื้อของพระกริ่งโดยเฉพาะเนื้อนวะโลหะ (โลหะ 9 ชนิด) จัดเป็นยาน้ำแร่ที่สามารถกำจัดโรคภัยไข้เจ็บได้ ดังนั้นจากเหตุการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทำให้มีคนเสียชีวิตหลายสิบคน ซึ่งคล้ายกับการระบาดของอหิวาตกโรคในสมัยก่อน ทางวัดจึงจัดพิธีดังกล่าวขึ้นอีกครั้ง และจะมีการแจกน้ำมนต์ที่ผ่านการทำพิธีแล้วจนถึงวันที่ 26 ก.ค. เวลา 09.00-20.00น. โดยน้ำมนต์นี้จะใช้เป็นน้ำมนต์ดื่ม ไม่ใช่น้ำมนต์พรม

"กระทรวงสาธารณสุขใช้วิธีรักษาแบบหมอยา ส่วนทางพระพุทธศาสนาก็ใช้วิธีแบบหมอน้ำมนต์ พิธีนี้หากประชาชนไม่เชื่อก็ไม่ว่า แต่หากศรัทธาก็สามารถมารับน้ำมนต์ได้" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ฯ กล่าว
พระราชวิจิตรปฏิภาณ กล่าวด้วยว่า ทางวัดต้องการให้เป็นทางเลือกของประชาชน และยืนยันว่าจะสามารถช่วยบรรเทาอาการป่วยได้ เพราะโลหะที่ใช้ทำพระกริ่งเมื่อนำไปแช่น้ำจะกลายเป็นแร่รักษาโรคได้ และได้รับการพิสูจน์มาแล้วเมื่อครั้งที่สมเด็จพระวันรัตน์ เป็นอหิวาตกโรค ก็ฉันน้ำที่แช่พระกริ่งหายมาแล้ว วันเดียวกัน "ต๋อง ศิษย์ฉ่อย" หรือรัชพล ภู่โอบอ้อม ยอดนักสอยคิวขวัญใจชาวไทย ที่ป่วยเป็นไข้หวัดติดต่อมานานหลายวัน จนทางแพทย์เป็นห่วงว่า ต๋อง ศิษย์ฉ่อย อาจติดเชื้อไช้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ได้นั้น ล่าสุด "ไทยทอร์นาโด" ได้เดินทางมาตรวจเช็กร่างกายทั้ง 20 รายการกับ นพ.สุชัย กาญจนธารายนต์ ผู้เชี่ยวชาญอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ที่โรงพยาบาลพญาไท 3 แล้ว หลังการตรวจเช็กอย่างละเอียดนานกว่า 2 ชั่วโมง นพ.สุชัย เปิดเผยว่า สภาพร่างกายของ ต๋อง ทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติดี ระดับน้ำตาลในเลือด ไต และไขมันส่วนต่าง ๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ยิ่งอัตราการเต้นของหัวใจจากการวิ่งบนสายพานดีมากจาก 100 เปอร์เซ็นต์ ต๋อง ทำได้ถึง 92 เปอร์เซ็นต์ สำหรับเรื่องโรคไข้หวัดมรณะที่ทุกคนเป็นห่วง จากการตรวจเช็ค ปรากฏว่า ต๋อง ไม่ได้รับการติดเชื้อแต่อย่างใด แต่ที่เป็นไข้ไม่สบาย เกิดจากการพักผ่อนน้อยเกินไป ซึ่งก็ได้กำชับให้ ต๋อง พักผ่อนดูแลตัวเองมากขึ้น

ตีข่าวตายหวัดดีเกิน “อัมมาร” จวก ทำคนตื่น-กลัว

ชี้ในอนาคตหากสังคมไทยยังแตกตื่นเกี่ยวกับโรคนี้จนเกินไป อาจจะมีผลกระทบรุนแรง ขณะที่ มท.จับมือ สปสช. ทุ่มงบ 2พันล้าน ตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาหวัด 09 ให้อปท.-อบต.อบจ. ...

นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าววันนี้ (23 ก.ค.) ภายหลังบรรยายพิเศษเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ” จัดโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่า การแก้โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของรัฐบาล ผิดทางเพราะมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจนทำให้เกิดความตระหนกแตกตื่นในหมู่ประชาชนมากเกินไป ซึ่งที่จริงแล้วรัฐบาลควรที่จะเน้นเรื่องของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อโรคชีวภาพตัวนี้ ว่า 1.เป็นเชื้อโรคที่แพร่ง่าย 2.ไม่เป็นอันตรายรุนแรงหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที แต่ที่ผ่านมาการรายงานตัวเลขผ่านสื่อตลอดเวลา ทำให้ประชาชนตื่นกลัว ตะหนก เกิดความหวาดกลัวในสังคมอาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมาได้

นายอัมมาร กล่าวว่า แม้จะไม่ส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมากนัก อาจจะมีเพียงแค่ตัวเลของนักท่องเที่ยวที่ลดลง แต่ในอนาคตหากสังคมไทยยังแตกตื่นเกี่ยวกับโรคนี้จนเกินไปก็อาจจะมีผลกระทบรุนแรงได้

“สิ่งสำคัญตอนนี้คิดว่ารัฐบาลควรจะเน้นเการป้องกัน และให้ความรู้กับประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันการแพร่เชื้อโรคในที่มีความแออัดของผู้คน เช่นโรงเรียนกวดวิชา สถานที่สาธารณะที่เป็นห้องแอร์ ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก แทนการรายงานตัวเลขที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาเพราะที่จริงแล้วทุกๆ ประเทศก็มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเหมือนกัน แม้จะยอมรับว่ารัฐบาลทำไปตามหน้าที่แล้วแต่มองดูแล้วก็เห็นว่ายังไม่โปร่งใส ไม่ชัดเจน ไม่เคลียร์ในเรื่องการดูแลโรคไข้หวัดชนิดนี้” นายอัมมาร กล่าว

ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังหารือร่วมกับ นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข ประธานคณะกรรมการสนับสนุนการป้องกันการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 (สสส.) ว่า กระทรวงมหาดไทยร่วมมือกับ สสส. ในการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนและให้คำปรึกษาแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ทั้ง องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ทั่วประเทศ โดยใช้งบประมาณจากกองทุนสุขภาพชุมชน ที่ร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) จำนวน 2,000 ล้านบาท

ไทยแห้ว!! ได้วัคซีนแค่ 2 ล้านโดส ล็อตใหม่ได้ปีหน้า-เตือนแซยิด “แม้ว” อันตรายติดหวัดถึงตายได้


สธ.ดีเดย์สั่ง อสม.ค้นหาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 พร้อมให้ความรู้พร้อมกัน 30 ก.ค.นี้ ขณะที่คนกรุงเทพฯ ฐานะดี หมู่บ้านจัดสรร ไม่เชื่อมั่น อสม.หวั่นเคาะประตูบ้านไม่ได้ผล เตือนเป็นหวัดใหญ่ เลี่ยงไปแซยิด “แม้ว” ห้ามใจไม่ไหวอย่าลืมใส่หน้ากาก ชี้ ไทยยากจนได้โควตาสั่งจองวัคซีนเชื้อตายนำเข้าต่างประเทศได้แค่ 2 ล้านโดส จองอีกทีรอปีหน้า หวังอนาคต อภ.ผลิตเองได้

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 24 กรกฎาคม นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดสธ.นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายไพฑูรย์ บุญอารักษ์ ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านแห่งประเทศไทย และประธาน อสม.ทุกภาค ร่วมกันแถลงข่าว “พลัง อสม.ต้านภัยไข้หวัดใหญ่ 2009

นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 อยู่ในขั้นที่ระบาดกระจายทั่วประเทศ และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักระบาดวิทยาคาดการณ์ในเดือนสิงหาคม โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะแพร่ระบาดสู่ชนบท ซึ่งได้เตรียมการให้ระดมพลังอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีประมาณ 980,000 คนทั่วประเทศ ออกสำรวจเดินเยี่ยมบ้านในการค้นหา คัดกรองผู้ป่วย พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการป้องกันโรค โดยในวันที่ 29 กรกฎาคม เวลา 13.00 น.จะนัดหารือกับประธาน อสม.แต่ละภาคและนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจสอบความพร้อมก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคมนี้

“อสม.จะเป็นวัคซีนตัวแรกที่ให้กับพี่น้องในชนบท โดยการให้ความรู้กับประชาชนเป็นรายบุคคลในการป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งอสม.จะเป็นตัวกลางในการแนะนำให้ความรู้กับประชาชนว่า ถ้าป่วยเล็กน้อยให้อยู่กันบ้านลดการแพร่เชื้อ แต่หากป่วยเป็นไข้ และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีน้ำมูก ปวดเมื่อย ให้เข้าสู่กระบวนการในการรักษาทันที หากดำเนินการได้ในลักษณะนี้จะทำให้ลดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009” นายวิทยา กล่าว

ภาพประกอบข่าวจากอินเทอร์เน็ต
*** อสม.กทม.หวั่นเข้าไม่ถึงกลุ่มฐานะดี-หมู่บ้าน

นายวิเชียร สุนทรารักษ์ ประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ขณะนี้ อสม.ของเขต กทม.มีอยู่ประมาณกว่า 10,000 คน ปฏิบัติงานตามกรอบที่ หม่อมราชวงศ์ สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ได้วางไว้ ถือว่ามีความพร้อมในการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ โดยเป็นการทำงานเชิงรุก มีการเคาะประตูบ้านค้นหาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในแต่ละชุมชน ซึ่งปัญหาอุปสรรคที่พบในการปฏิบัติงานนั้นต่างจากในต่างจังหวัด เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในกลุ่มที่มีฐานะดีทำให้ไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่สามารถเข้าได้เฉพาะกลุ่มชนชั้นล่าง เช่นเดียวกับที่มีการรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออกในการฉีดพ่นหมอกควันกำจัดลูกน้ำยุงลาย ซึ่งประชาชนในชุมชนหมู่บ้านจัดสรรเป็นโรคไข้เลือดออกเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถเจาะเข้าไปป้องกันและควบคุมโรคได้ ประกอบกับคนกรุงเทพฯ มีความเชื่อมั่นต่อ อสม.น้อย ที่ผ่านมา จะต้องมีนางพยาบาล 1 คน นำหน้าในการปฏิบัติภารกิจทุกครั้ง

ทั้งนี้ ประธาน อสม.ทุกภาค ทั้งกลาง เหนือ อีสาน ใต้ ต่างยืนยันเหมือนกันว่า มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่

*** เตือนเป็นหวัดใหญ่เลี่ยงไปแซยิด “แม้ว”

ต่อข้อถามว่า ในการจัดงานแซยิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมงานนั้น มีข้อแนะนำประชาชนในการป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อย่างไร นายวิทยา กล่าวว่า หากใครป่วยไม่ควรไปร่วมการชุมนุมแสดงสปิริตอยู่กับบ้าน แต่หากห้ามใจไม่ไว้จริงๆ ควรใส่หน้ากากไปยังสถานที่ชุมนุมคนจำนวนมาก ทั้งนี้ ไม่ควรจัดในสถานที่ปิด และควรจะจัดในที่โปร่งโล่ง และถ้าจะให้ดีก็ควรหลีกเลี่ยงการจัดการชุมนุมดีกว่า ส่วนการที่อดีตนายกรัฐมนตรี จะให้ข้อมูลเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ผ่านทางเว็บไซต์ คงไม่จำเป็นต้องแข่งขันกัน เพราะยิ่งมากหมอยิ่งมากความ และสื่อมวลชนคงจะนำมาพาดหัวข่าวอยู่แล้ว

นายวิทยา กล่าวต่อว่า ในจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวหรือเข้ารับการรักษาและได้รับยาต้านไวรัสช้านั้น ได้สั่งการให้นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดสธ.ตรวจสอบข้อเท็จริง และขอร้องให้ ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และนายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ในการให้ความรู้กับแพทย์ในพื้นที่

*** จองวัคซีนเชื้อตายได้อีกทีกลางปีหน้า

นายวิทยา กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ไม่สามารถสั่งจองวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพิ่มได้ เพราะไม่มีที่ได้รับสั่งจอง เพราะจองกันเต็มหมดแล้ว การสั่งจองวัคซีน 2 ล้านโดส ที่นำเข้าจากฝรั่งเศสเป็นไปเพื่อความมั่นคงของประเทศ แม้วัคซีนจะยังไม่ได้รับการรับรองผลข้างเคียงแต่เป็นหลักประกันเบื้องต้น ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศยากจนทำให้สามารถสั่งจองวัคซีนได้เพียงเท่านี้ หากไทยต้องการสั่งจองเพิ่มคงจะสามารถสั่งจองได้อีกประมาณกลางปีหน้า หรือไม่ต้องให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ผลิตวัคซีนชนิดตายเอง ขณะนี้ประเทศที่สามารถผลิตวัคซีนได้ก่อน เช่น สหรัฐอเมริกา ก็ผลิตวัคซีนเพื่อใช้ในประเทศให้เพียงพอก่อน

นายวิทยา กล่าวถึงการใช้น้ำมนต์ในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2209 ว่า ถือเป็นเจตนาที่ดี เป็นเรื่องของกำลังใจ ไม่ได้เป็นเรื่องแปลงแต่อย่างใด แต่อยากย้ำว่า หากป่วยยังต้องมาพบแพทย์ โดยเฉพาะมีไข้ 2 วันแล้วไม่ลด ต้องเข้ารับการรักษาทันที เมื่อป่วยอยู่บ้านต้องใส่หน้ากากอนามัยป้องกันแพร่เชื้อโรคไปยังผู้อื่น ส่วนเรื่องความสะอาดของน้ำมนต์ก็ต้องระมัดระวังด้วย

นายวิทยา กล่าวถึงการที่ ศ. ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาระบุว่า การให้ความรู้ไข้หวัดใหญ่ 2009 กับประชาชนน้อยเกินไปนั้นว่า สธ.ขอรับคำแนะนำไว้และนำมาปรับปรุงเพื่อลดความสับสนของข้อมูล โดยจะหาผู้ที่ให้ข้อมูลต่อสาธารณชนในส่วนของสธ.เพียงคนเดียว แต่เนื่องจากในประเทศไทยไม่ได้มีแพทย์ของ สธ.เพียงอย่างเดียวแต่มีทั้งแพทย์จากภาคเอกชน มหาวิทยาลัยแพทย์ที่ออกมาให้ข้อมูลเชิงวิชาการได้ และเมื่อให้ข้อมูลที่สวนกระแสก็หลายเป็นประเด็นที่ได้รับความ

*** “วิทยา” สั่งกำจัดจุดอ่อนให้ยาโอเซลทามิเวียร์ช้า

นายวิทยา กล่าวว่า ที่ผ่านมาสธ.มีจุดอ่อนในเรื่องการที่ผู้ป่วยมีอาการหนักมาถึงโรงพยาบาลช้าไป รวมถึงได้รับยาโอเซลทามิเวียร์ไม่ทัน จึงมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาด้วยการขอความร่วมมือในการส่งต่อผู้ป่วยจากคลินิกไปสู่สถานพยาบาลระดับใหญ่ เพราะทุกโรงพยาบาลมียาต้านไวรัสอยู่แล้ว ส่วนจะพิจารณาให้คลินิกสามารถเป็นผู้จ่ายยาโอเซลทามิเวียร์โดยตรง เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเข้ารับการรักษาที่คลินิกก่อนนั้น จะต้องปรึกษากับศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ และรศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ที่เป็นทีมวิชาการฯก่อนว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ ให้สสจ.ประชุมคลินิกและร้านยาในพื้นที่หารือและจัดทำข้อตกลงร่วมกันให้การเป็นหน่วยที่คัดกรองผู้ป่วยพร้อมทั้งส่งต่อด้วย

*** ปลัดสธ.ชงทีมวิชาการพิจารณาให้คลินิกจ่ายโอเซลทามิเวียร์ได้

นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้สั่งการให้นพ.สมชัย ภิญโญพรพาณิชย์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นำประเด็นเรื่องการให้ยาโอเซลทามิเวียร์ในระดับคลินิกในพื้นที่ต่างๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่ ต่อที่ประชุมที่ปรึกษาทางวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขระดับชาติที่มีศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ เป็นประธาน ในวันที่ 27 ก.ค.เวลา 13.00 น.ที่กรมควบคุมโรค ซึ่งต้องคำนึงถึงหลายเหตุผล

“ปัจจุบันมีแพทย์ประมาณ 3 หมื่นคน ในจำนวนนี้ 1 หมื่นคนอยู่ในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข ส่วนอีก 2 หมื่นคน อยู่สังกัดมหาวิทยาลัยแพทย์ กรุงเทพมหานครและภาคเอกชน ซึ่งความคิดเห็นของแพทย์มีหลากหลายหากอาศัยคู่มือแนวทางการรักษาสำหรับแพทย์จะช่วยให้การปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ในคลินิกต่างๆ แพทย์ก็สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ของโรคได้ว่ามีความจำเป็นหรือไม่ อย่างไรตามจะต้องรอฝ่ายวิชาการพิจารณาว่าจะได้ข้อสรุปอย่างไร”นพ.ปราชญ์ กล่าว
ข่าวจากผจก ออนไลน์

Thursday, July 23, 2009

วัคซีนหวัด09 ฉีดคนออสซี่ เป็นครั้งแรก

Pic_21467

การทดลองฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัด 09 ในมนุษย์ ครั้งแรกเริ่มขึ้นวานนี้ ที่ ออสเตรเลีย ตัวแทนบริษัทเจ้าของโครงการ เผยบริษัทวางแผนไว้ว่าจะทดลองฉีดวัคซีนให้กับอาสาสมัครทั้งสิ้น 240 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (23 กค.) ว่า การทดลองฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในมนุษย์ ครั้งแรกเริ่มขึ้นวานนี้ ที่ประเทศออสเตรเลีย ตัวแทนบริษัทเมลเบิร์น ซีเอสแอล จำกัด เจ้าของโครงการ กล่าวว่า บริษัทวางแผนไว้ว่าจะทดลองฉีดวัคซีนให้กับอาสาสมัครทั้งสิ้น 240 คน

สำหรับการทดสอบจะเลือกอาสาสมัครที่มีอายุระหว่าง 18-64 ปี และเมื่อครบ 3 สัปดาห์จะมีการเจาะเลือดของเหล่าอาสาสมัครเพื่อตรวจว่าได้มีการตอบสนองสร้าง ภูมิคุ้มกันเพื่อต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือไม่

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

อดีตดาราฉะรัฐ รักษาหวัด มาตรฐานห่วย

Pic_21462

เบียร์-อัฎฐพล อัศวไกรเชษฐ์ อดีตดาราค่ายไฟว์สตาร์ อัดมาตรฐานการรักษาหวัด 09 ของรัฐแย่ จนพ่อที่แข็งแรง เพิ่งไปตรวจร่างกายประจำปีมาแท้ๆ กลับมาเสียชีวิตเพราะโรคมรณะนี้อย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

ผู้สื่อข่าวที่โรงพยาบาลนครธน วันที่ 22 ก.ค. ได้รับแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชื่อนายสรรค์ชัย อัศวไกรเชษฐ์ อายุ 53 ปี เจ้าของร้านเฮียกิมคลองถม จำหน่ายอุปกรณ์ช่างต่างๆ อยู่บ้านเลขที่ 132 ซอย พระราม 2 แยก 39 แขวงบางมด เขตจอมทองกรุงเทพมหานคร ( กทม.) เป็นบิดาของเบียร์-อัฎฐพล อัศวไกรเชษฐ์ อดีตดาราค่ายไฟว์สตาร์รุ่นเดียวกับเต๊ะ-ศตวรรษ เศรษฐกร ธันญ์ ธนากร เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 ก.ค. แพทย์ โรงพยาบาลนครธนระบุว่าเป็นไข้หวัดชนิด เอ/เอช1/เอ็น1 ญาตินำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดเลา ศาลา 5 ย่านถนนพระราม 2

เบียร์ -อัฎฐพล กล่าวว่า บิดาล้มป่วยตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ด้วยอาการเป็นไข้ ไอ มีเสมหะ แน่นหน้าอก ปวดเมื่อยตามร่างกาย จึงพาไปพบแพทย์ที่คลินิกใกล้บ้าน แพทย์บอกเป็นไข้หวัดธรรมดา แล้วฉีดยาแก้อักเสบ ให้ยาลดไข้มารับประทาน หลังจากนั้น 1 วันอาการดีขึ้น พอวันที่ 3 กลับมีอาการเหมือนเดิมอีก จึงรับประทานยาตามแพทย์สั่งจนเข้าวันที่ 6 อาการไม่ดีขึ้นจึงไปหาแพทย์ที่ โรงพยาบาลบางมด ใช้สิทธิ์บัตรทอง 30 บาท แพทย์ตรวจตามปกติ แล้วให้ยาพ่นขยายหลอดลม ยาแก้ไข้ แก้อักเสบ แก้ไอ โดยไม่มีการตรวจเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 พอกลับมาบ้านบิดาเกิดไม่มีเรี่ยวแรง ตอนกลางคืนไข้ขึ้นหนัก แน่นหน้าอก ต้องรีบพาไป โรงพยาบาลนครธน แพทย์เอกซเรย์พบว่าปอดถูกเชื้อโรคกินหายไปครึ่งหนึ่ง และบอกว่าโอกาสรอด 50/50 จึงขอร้องให้แพทย์รักษาอย่างเต็มที่ หลังจากนั้น 2 วัน ปรากฏว่าปอดหายไปถึง 95% และเกิดอาการแทรกซ้อนปอดซ้ายแตก ไตวาย กระทั่งเสียชีวิต เมื่อวันที่ 21 ก.ค. รวมเวลาอยู่ที่ โรงพยาบาล 15 วัน เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 516,995 บาท โดยแพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจากไข้หวัดใหญ่ 2009

อดีต นักแสดงกล่าวด้วยว่า ระหว่างที่เฝ้าอาการบิดา เห็นผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จำนวนมาก รวมทั้งนางปาริชาติ ช่างต่อ ที่คลอดลูกแล้วเสียชีวิตและเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ผู้ที่เข้ามารักษาส่วนใหญ่ที่อาการหนัก ไม่เกิน 3 วันก็จะเสียชีวิต ขณะที่วัดที่ตั้งศพพ่อ ก่อนหน้านี้ก็มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เช่นเดียวกัน ตนต้องการให้รัฐบาลออกมาประชาสัมพันธ์ให้ โรงพยาบาลและประชาชนทั่วไปรับรู้ว่าถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ หากไปพบแพทย์ ให้ตรวจเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทันทีเลย มิเช่นนั้นอาจจะเป็นเช่นพ่อของตนก็ได้ เนื่องจากโรคนี้แพร่กระจายรวดเร็วมาก ทั้งที่พ่อของตนแข็งแรง เพิ่งไปตรวจร่างกายประจำปีมาแท้ๆ แต่กลับมาเสียชีวิตเพราะโรคมรณะนี้อย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้


ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

หวัด09นำโชค ให้ฉันทนา โอทีทำหน้ากาก

Pic_21446

หวัด09 พลิกวิกฤติฉันทนา หลังโรงงานมีออเดอร์ให้ทำโอทีผลิตหน้ากากอนามัยป้องกันติดเชื้อร้าย ช่วยเพิ่มรายได้ให้แรงงานสิ่งทอช่วง 1-2 เดือนนี้ เผยนายจ้างเลิกทำโอทีมานานเกือบ 2 เดือนแล้ว

นายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยสถาบันสิ่งทอ กล่าวเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ได้ส่งผลในด้านบวกสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอขนาดเล็ก ขณะนี้โรงงานดังกล่าวได้สั่งการให้แรงงานหรือสาวฉันทนาทำงานล่วงเวลา (โอที)เพิ่มขึ้นเพื่อเร่งผลิตหน้ากากอนามัยสำหรับจำหน่ายให้ประชาชนใส่ ป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จากเดิมก่อนหน้านี้มีการปลดแรงงานสิ่งทอขนาดเล็กจำนวนมาก การเพิ่มจำนวนทำงานล่วงเวลาถือว่าเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้กับแรงงานสิ่งทอ ขึ้นอีกจำนวนหนึ่งในช่วง1-2เดือนข้างหน้า เพราะก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการได้ยกเลิกการทำงานล่วงเวลามานานเกือบ 2เดือนแล้ว การเร่งผลิตหน้ากากอนามัยจะทำให้มีปริมาณหน้ากากอนามัยออกมา หมุนเวียนในท้องตลาดสนองความต้องการผู้บริโภคได้จำนวนหลายแสนชิ้นภายในสิ้น เดือนก.ค.นี้ ก็จะทำให้การตั้งราคาขายสูงผิดปกติของพ่อค้าคนกลางหมดลง

ผู้อำนวยสถาบันสิ่งทอ กล่าวต่อว่า การส่งออกสิ่งทอของไทยในช่วง 6 เดือน แรกปี นี้พบว่าประเทศไทยสามารถส่งออกมีมูลค่า 3,058 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว 15 % แบ่งเป็นการส่งออกสิ่งทอมูลค่า 1,583 ล้านเหรียญสหรัฐฯลดลง 15.9 % การส่งออกเครื่องนุ่งห่มมูลค่า 1,474 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 13.9 % และการส่งออกในครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยผู้นำเข้าย้ายการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาไทยเพราะต้นทุนการผลิตของจีนสูง ขึ้น รวมทั้งย้ายจากบังคลาเทศและศรีลังกามายังกลุ่มอาเซียนมากขึ้นเพราะประเทศดัง กล่าวมีปัญหาเรื่องการจ้างแรงงานเด็ก คาดว่าจะทำให้การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มปีนี้ติดลบไม่เกิน 10 % มีมูลค่าประมาณ 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมต้องการผลักดันการผลิตสิ่งทอเทคนิค (Technical Textiles) เพื่อให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการปรับตัว วิจัยพัฒนาพื่อสร้างนวัตกรรม จะสร้างความหลากหลายของสินค้าและสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับอุตสาหกรรม สิ่งทอไทย รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้ามากขึ้น โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเยอรมนีมาให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาสิ่งทอ เทคนิคกับผู้ประกอบการไทย รวมทั้งจัดให้มีแผนการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาเพื่อสนับสนุนให้ภาค อุตสาหกรรมพัฒนานวัตกรรม

อาร์เจนตินามียอดตายจากหวัด09 มากอันดับ 2

หลายประเทศสั่งยกเลิก หรือปรับเปลี่ยนพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ประเทศอาร์เจนตินา มียอดผู้เสียชีวิต มากเป็นอันดับสองของโลก

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานวันนี้ (22 ก.ค.) ว่า หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงยอดผู้เสียชีวิต จากไวรัสมรณะทั่วโลก ทะลุเกิน 700 คน เมื่อวันก่อน ออสเตรเลีย ซึ่งมีผู้ติดไวรัสมรณะ 14,000 คน และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 41 คน ได้เริ่มทดลองวัคซีนป้องกันไวรัสมรณะในคน เป็นครั้งแรกของโลก ที่รอยัล แอดีเลด ฮอสปิตอล เมืองแอดีเลด โดยมีอาสาสมัครเป็นผู้ใหญ่ 240 คน เด็ก 400 คน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และที่เมืองเมลเบิร์น ซึ่งมีอาสาสมัคร 240 คน เริ่มวันนี้ โดยหากการทดลองได้ผล ทางการออสเตรเลียหวังจะใช้วัคซีนในคนทั่วไป ภายในไม่กี่เดือนต่อจากนั้น

ส่วนแถบลาตินอเมริกา การระบาดยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยอาร์เจนตินา เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิต 168 คน มากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯที่มี 263 คน ชิลี มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 68 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในชาติลาตินอเมริกาอื่นๆ แม้มีไม่มาก แต่กำลังเพิ่มยอดขึ้นเรื่อยๆ ส่วนที่ตองกา แพทย์ผ่าตัดฉุกเฉินทำคลอดทารก จากแม่ผู้ป่วยเป็นปอดบวม และติดเชื้อไวรัสมรณะสำเร็จ และเด็กปลอดภัย ก่อนผู้เป็นแม่เสียชีวิตลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเธอยังเป็นผู้เสียชีวิตจากไวรัสมรณะคนแรก ของตองกาด้วย

ด้านมาตรการควบคุมการระบาด ในส่วนเกี่ยวเนื่องพิธีกรรมทางศาสนา คอสตาริกาได้ประกาศยกเลิกพิธีแสวงบุญ ของชาวคริสต์ นิกายคาทอลิค ที่มีมายาวนาน 227 ปี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานพิธี ปีละประมาณ 2 ล้านคน โดยเจ้าหน้าที่เกรงว่า หากเดินหน้าให้ทำพิธีกรรมข้างต้น อาจมีผู้ติดไวรัส มากถึง 20,000 คน ส่วนที่อังกฤษ โบสถ์บางแห่งแนะนำคริสต์ศาสนิกชน ให้สวมกอดกัน แทนการจับมือ ด้านโบสถ์คริสต์นิกายโรมัน คาทอลิค ในนิวซีแลนด์ สั่งห้ามบาทหลวงงดวางขนมเวเฟอร์ บนลิ้นคริสต์ศาสนิกชน และการร่วมดื่มไวน์แก้วเดียวกัน ขณะทำพิธีศีลมหาสนิท ป้องกันการระบาดของไวรัส

ขณะที่รัฐมนตรีสาธารณสุข ของกลุ่มชาติอาหรับ ได้จัดประชุมฉุกเฉิน ในกรุงไคโรของอียิปต์ เพื่อร่วมหามาตรการป้องกันการระบาด ของไวรัสมรณะ หลังจากอียิปต์เพิ่งแนะนำชาวมุสลิม ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงวัย และหญิงตั้งครรภ์ ควรงดร่วมพิธีฮัจญ์ ที่นครเมกกะ ของซาอุดิอาระเบียในปีนี้

Wednesday, July 22, 2009

'ฮู' รับหยุดยั้งการระบาดของเชื้อหวัด2009ไม่ได้

ผู้แทนองค์การอนามันโลกประจำไทยยอมรับไม่อาจหยุดยั้งการระบาดของหวัด09ได้ แนะให้ป้องกัน ปชช.แทน ขณะที่ สธ.คาดตัวเลขคนติดเชื้อจริงประมาณ5แสนคน ...

วันนี้ (22ก.ค.) พญ.มัวรีน เบอร์มิงแฮม ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในความเป็นจริงขณะนี้คือ ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้ และสถานการณ์ขณะนี้คือ มีการระบาดในหลายร้อยประเทศทั่วโลก และแต่ละประเทศก็มีลักษณะของการระบาดไม่เหมือนกัน บางประเทศระบาดเป็นกระจุกในเมือง แต่บางประเทศการระบาดกระจายไปทั่วประเทศ สิ่งสำคัญและจำเป็นที่สุดคือ เมื่อหยุดยั้งการระบาดไม่ได้ ก็ต้องป้องกันประชาชนจากการระบาดให้ได้มากที่สุด ซึ่งหลายประเทศได้ใช้ความพยายามหามาตรการดังกล่าว

สำหรับประเทศไทย ผู้แทนองค์การอนามัยโลก กล่าวยอมรับว่ามีมาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงของการแพร่ระบาด เพราะถ้าสามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคได้ เช่นปิดโรงเรียน หรือ การหยุดงาน จะช่วยไม่ให้มีคนไข้เข้ามารพ.จนล้น ทั้งๆที่เป็นคนไข้ที่มีอาการน้อย เพราะโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นโรคที่มีคนป่วยที่มีอาการน้อย จำนวนมาก และ อาการมาก จำนวนน้อยอนามัยโลกเชื่อไทยพัฒนาวัคซีนได้

ส่วนเรื่องของการพัฒนาวัคซีน พญ.มัวรีน กล่าวว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 6 ประเทศที่ได้รับการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนเพื่อรองรับการ ระบาด โดยเป็นโครงการพัฒนาเพื่อการพึ่งตนเอง และการพัฒนาวัคซีนก็เป็นแนวทางการพัฒนาที่หลายประเทศเคยใช้มาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะวัคซีนเชื้อเป็น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาผลิตเป็นวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว มีการใช้ในประเทศรัสเซียมาก่อนหน้านี้หลายสิบปีแล้ว และมีคนเคยใช้วัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้ไปแล้วประมาณนับสิบล้านคน และวัคซีนที่สหรัฐอเมริกาใช้อยู่บางตัวก็ใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกัน ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าวัคซีนเชื้อเป็นกับวัคซีนเชื้อตาย ชนิดไหนมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากกว่ากัน ข้อเท็จจริงก็คือ วัคซีนทุกชนิดต้องผลิตผ่านมาตรฐานที่เป็นสากลจึงจะสามารถผลิตและนำไปใช้ได้

นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโรคในขณะนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น อัตราการเสียชีวิตก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขคงเน้นเรื่องของมาตรการลดการแพร่กระจายโดยให้คนที่ป่วย หยุดอยู่บ้าน อย่างน้อย 7 วัน ทั้งนี้ จากการคาดประมาณสำหรับไข้หวัดใหญ่ปกติทุกๆ 10,000 คนจะมีผู้เสียชีวิต 1 คน ซึ่งถ้าคาดการณ์จากตัวเลขผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ 44 ราย คาดว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อโรคนี้ในประเทศไทยประมาณ 5 แสนราย

สธ.แถลงมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย3 ราย/วัน


พบผู้ป่วยยืนยันในรอบ 83 วัน ทั้งหมด 6,776 ราย รักษาหายแล้ว 6,697 ราย เสียชีวิต 44 ราย นอนรักษาในโรงพยาบาลขณะนี้มีอาการหนัก 7 ราย ชี้แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรคกระจายไปต่างจังหวั

วันนี้ (22 ก.ค.) ที่กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา โรงพยาบาลศิริราช รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ พญ.สยมพร ศิรินาวิน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พญ.มัวรีน เบอร์มิงแฮม ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย นพ.ไมเคิล มาลิสัน ผู้แทนศูนย์ความร่วมมือควบคุมโรคไทย-สหรัฐอเมริกา ศาสตราจารย์ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ศูนย์ไวรัสวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะ แถลงข่าวความคืบหน้าของสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ว่า

จากการวิเคราะห์สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ พบว่าโรคได้กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิต้านทานโรคนี้ ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อเท่ากัน

ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน-21 กรกฎาคม 2552 พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ทั้งหมด 6,776 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนนักศึกษา โดยอาการหายเป็นปกติแล้ว 6,697 ราย กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล 35 ราย ในจำนวนนี้อยู่ในภาวะวิกฤต 3 ราย เสียชีวิตสะสม 44 ราย โดยเป็นชายและหญิง 22 รายเท่ากัน อายุต่ำสุด 4 เดือน มากสุด 91 ปี เมื่อเปรียบเทียบในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา 1621 กรกฎาคม 2552 พบว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 20 ราย เฉลี่ยประมาณ 3 รายต่อวัน ซึ่งไม่แตกต่างจากช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะโรครุนแรงขึ้นแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด พบว่า 29 ราย หรือร้อยละ 66 มีโรคประจำตัว มากที่สุดคือโรคอ้วน และโรคเบาหวาน ร่วมกับความดันโลหิตสูงหรืออื่นๆ อย่างละ 6 ราย รองลงมาได้แก่ ไตวาย โรคหัวใจ และมะเร็ง อย่างละ 3 ราย ตั้งครรภ์ 2 ราย ที่เหลือเป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ ตับอักเสบเรื้อรัง ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ปอดอักเสบติดเชื้อซ้ำ ร่างกายพิการ และเด็กเล็ก อย่างละ 1 ราย

มาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขจะเพิ่มความเข้มข้นใน 5 เดือนจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี จะเน้นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่คนในครอบครัวและสถานที่ทำงาน ซึ่งจะรองรับมาตรการการหยุดงานหยุดเรียนจนหายป่วยของรัฐบาล ที่ให้พักรักษาตัวที่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ โดยให้แยกผู้ป่วยไม่ปะปนคนอื่น หรือแยกห้องได้ยิ่งดี ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ ส่วนคนอยู่ร่วมบ้านที่มีโรคประจำตัวต้องหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดผู้ป่วยเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งจากการวิเคราะห์ทางวิชาการพบว่า ในระยะนี้การแพร่เชื้อของโรคนี้จะเพิ่มแบบทวีคูณ ผู้ป่วย 1 คนอาจแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ 2 คนโดยเฉลี่ย หากสามารถสกัดกั้นจุดนี้ได้ ก็จะสามารถชะลอการแพร่เชื้อลงได้มาก

ส่วนยุทธศาสตร์การรักษา มุ่งเน้นรักษาเร็ว ในผู้ที่มีอาการรุนแรงและกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมทั้งผู้ที่ตั้งครรภ์ โรคอ้วน และเด็กต่ำกว่า 2 ขวบ ซึ่งหลังติดเชื้อมีโอกาสอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งควรได้รับยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์โดยเร็ว กระทรวงสาธารณสุขได้สำรองยาต้านไวรัสในสัปดาห์นี้ทั้งหมด 24 ล้านเม็ด กระจายให้โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันได้มุ่งป้องกันในกลุ่มบุคลากรการแพทย์ ทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่อื่นๆ เพื่อคงกำลังดูแลผู้ป่วยอย่างเพียงพอ และสั่งซื้อหน้ากากอนามัย 10 ล้านชิ้นเพื่อใช้ในสถานพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ และประชาชนในต่างจังหวัดด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาที่กระทรวงมหาดไทย นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และคณะ ประชุมทางไกลผ่านดาวเทียมชี้แจงมาตรการเร่งด่วนในการคัดกรองผู้ป่วย การป้องกัน การดูแลและรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุข แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ

นายวิทยา กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ เพื่อเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งจะต้องดำเนินการร่วมกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์โรคได้แพร่ระบาดไปยังภูมิภาค ประชาชนทุกคนมีความเสี่ยงติดเชื้อเท่ากัน มาตรการการจัดการโรคจึงต้องอาศัยความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน ทั้งในเรื่องการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน เพื่อชะลอการแพร่เชื้อ การป้องกันการแพร่เชื้อ การดูแลรักษาผู้ป่วยให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ มั่นใจว่าหากดำเนินการอย่างเป็นเครือข่ายและสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน จะสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้

ส่วน
นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์สมชัย นิจพานิช รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เดินทางไปติดตามการจัดช่องทางพิเศษในการคัดกรองโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ และการสำรองยาต้านไวรัส ของโรงพยาบาลในสังกัด 5 จังหวัด ได้แก่ โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี โรงพยาบาลสมุทรสาคร โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จังหวัดสมุทรสงคราม และโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม


ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

หวัดไทยที่4โลก ตาย44คน วอนอย่าตระหนก

นายกฯอภิสิทธิ์ ยอมรับหวัด 09 ระบาดแตะหลักหมื่น เหนือ-ตะวันตก เสี่ยง สธ.เผยผู้เสียชีวิตล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 44 คน ผู้ติดเชื้อ 6,776 คน สูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ เวลา 08.30 น.วันนี้ (22 ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการรับมือการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ 2009 ว่า ต้องยอมรับว่า ขณะนี้การแพร่ระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในหลายประเทศมีการขยายตัวค่อนข้างเร็ว ตามหลักของการระบาดจะ พุ่งสูงขึ้น ในทางกลับกันหลักของการบริหารต้องพยายามชะลอและไม่ให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวด เร็วไมเช่นนั้น จะเป็นปัญหากับสถานพยาบาล ขณะนี้ ต้องบริหารว่าถ้าการแพร่ระบาดพุ่งขึ้นรวดเร็วมากก็จะมีมาตรการ ที่เข้มข้นขึ้นในการชะลอการระบาด ทุกประเทศ ใช้แนวทางนี้อยู่ วันนี้กระทรวงสาธารณสุข จะแถลงความเปลี่ยนแปลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้ สื่อข่าวถามว่า จะป้องกันไม่ให้ตัวเลขการติดเชื้อพุ่งสูงไปถึงหลักแสนรายได้อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การระบาดหากดูจากที่ฝ่ายวิชาการจะดูสถิติระดับโลก คิดว่าในที่สุดประมาณร้อยละ 40 ของคนจะได้รับผลกระทบ ดังนั้นตัวเลขจึงค่อนข้างสูงแต่จะพยายามไม่ให้ไปถึงจุดนั้น ในส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อของประเทศไทยวันเดียวกันนี้กระทรวงสาธารณสุขจะมีการแถลง อีกครั้ง เช่นที่เคยกล่าวไว้ว่าตัวเลขที่มีการประ กาศออกมา เป็นตัวเลขที่ส่งไปยังห้องทดลอง ความจริงอาจไม่ตรงกัน จากการสอบถามฝ่ายวิชาการในส่วนของประเทศไทยที่มีผลกระทบต่อวันน่าจะอยู่ที่ หลักหมื่น ขณะนี้สิ่งที่ต้องเร่งกระทรวงสาธารณสุข คือระบบการจ่ายยาเพราะ การแพร่ระบาดจะออกไปสู่ภูมิภาคมากขึ้นทั้งภาคเหนือและภาคตะวันตกค่อนข้างมาก ภาวะเช่นนี้จะเกิดขึ้นสิ่งสำคัญต้องช่วยกันคือหากเจ็บป่วย เล็กน้อยให้อยู่บ้าน ถ้า 2 วันอาการไม่ดีต้องไปพบแพทย์ ในส่วนระบบของการแพทย์ต้องไปดูว่ายาเข้าถึงผู้ป่วยได้เร็วหรือไม่

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อถึงปัญหาคลินิกไม่สามารถจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ได้ ว่า ต้องหาความพอดี เพราะยาตัวนี้หากปล่อยไปโดยไม่มีการควบคุมเลยจะเป็นปัญหาถ้าไม่มีระบบ ที่ดี ขณะนี้ที่เป็นปัญหามากคือผู้ที่ไปคลินิก 1-3 ครั้งแล้วไม่ได้ยา ได้ให้ไปทำระบบ และวันที่ 22 ก.ค.จะมีการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์กับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อ จัดทีมระดับจังหวัดให้มีระบบการจ่ายยาที่ดี เนื่องจากพื้นที่ต้องทำงานอย่างละเอียด โรงเรียนไหนที่เริ่มมีปัญหามากสามารถปิดได้ เข้าใจว่าขณะนี้มีการปิดโรงเรียนประมาณร้อยกว่าโรงเรียน การทำงาน และมีการปรับแผนตลอดเวลาเพราะบางเรื่องเป็นเรื่องใหม่สำหรับ หลายๆฝ่าย ต้องทำให้องค์ความรู้ตรงกัน ขอย้ำอีกครั้งว่าโรคดังกล่าวแม้จะติดง่าย แต่คนส่วนใหญ่ไม่เป็นไรเพียงแต่จะประมาทไม่ได้เพราะมีลักษณะการทำลายการ หายใจเร็วเชื้อจึงกระจายลงปอดได้เร็ว

ช่วงสายวันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขแถลงสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ครั้งแรกในรอบสัปดาห์ มียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 44 คน ผู้ติดเชื้อ 6,776 คน สูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก

สแกนแฟนหงส์ มีไข้ไล่กลับ สธ.คืนค่าตั๋วให้

ก.สาธารณสุขตั้งเครื่องเทอร์โมสแกน 6 เครื่อง หน้าสนามรัชมังคลาฯ สกัดแฟนบอลที่จะเข้าชมลิเวอร์พูล-ทีมชาติไทย หากป่วยให้กลับบ้านทันที และคืนเงินค่าตั๋วให้ เตือนมาชมกีฬาเสี่ยงอาการรุนแรงขึ้น..

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ในการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษ "เดอะ คอป คัม ทู เอเชีย" ระหว่างสโมสร "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล และทีมชาติไทย ในช่วงเย็นวันนี้ (22 ก.ค.) ที่สนามรัชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก กรมควบคุมโรค (คร.) นำเครื่องเทอร์โมสแกนจำนวน 6 เครื่องไปติดตั้งหน้าประตูทางเข้า-ออกของสนามฯ ทุกประตู เพื่อคัดกรองผู้ที่จะเข้าชมการแข่งขันฟุตบอล หากพบว่ามีไข้ให้กลับบ้านทันที โดยผู้จัดการแข่งขันจะคืนเงินค่าตั๋วในภายหลัง นอกจากนี้ จะมีการตั้งเตนท์ให้มีแพทย์และพยาบาลประจำคอยตรวจวัดอุณหภูมิและให้คำแนะนำ สำหรับผู้ที่จะเข้าชมและสงสัยว่าตนเองจะป่วยไข้ด้วย

นายวิทยา กล่าวต่อว่า ขอเตือนผู้ที่จะเข้าชมการแข่งขันฟุตบอล หากใครมีอาการป่วยเป็นไข้ขอให้นอนดูโทรทัศน์ที่บ้าน เพราะหากมีอาการป่วยแล้วเข้าชมการแข่งขัน ทำให้มีการหายใจแรงในภาวะที่มีความตื่นเต้นกับการลุ้นการทำประตู หรือโห่ฮา กระโดดโลดเต้น เป็นเหมือนการออกกำลังกาย เชื้อไวรัสจะลงปอดเร็วกว่าปกติ ทำให้มีอาการรุนแรงเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย และผู้ที่ป่วยไข้แล้วยังเข้าชมการแข่งขังไม่เป็นสุภาพบุรุษ ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะจะเอาเชื้อไปแพร่ให้กับคนอื่น

ด้าน นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า คาดว่าจะมีผู้เข้าชมการแข่งขันฟุตบอลครั้งนี้ประมาณ 40,000-50,000 คน แม้จะมีความปลอดภัยต่อการติดเชื้อมากกว่าการจัดแสดงคอนเสิร์ต เนื่องจากเป็นพื้นที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ปิดทึบเหมือนการจัดคอนเสิร์ต แต่ก็ยังสามารถแพร่กระจายเชื้อไปยังคนเข้าชมที่นั่งติดกับผู้ป่วยได้ง่าย จึงขอร้องให้คนป่วยพักรักษาตัวอยู่กับบ้าน เพราะการออกมาเผชิญแดดอาจทำให้อาการทรุดหนักลง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (21 ก.ค.) ถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่าในวันที่ 22 ก.ค.ที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมลิเวอร์พูลกับทีมชาติไทย จะมีการดูแลเข้มงวดอย่างไรบ้าง ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าจะเอาเครื่องเทอร์โมสแกนไปตรวจวัดไข้ทุกคน และขอความร่วมมือกับผู้จัดการแข่งขันว่าถ้าผู้ชมคนใดมีไข้ขอให้คืนเงินให้กลับบ้าน และสธ.จะเตรียมหน้ากากอนามัยไปแจกที่สนามราชมังคลากีฬาสถานด้วย

ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์

ตามหาข้อดีของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

ข่าวคราวเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังคงยึดหน้าสื่อทุกประเภทอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความพยายามไม่ให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศตัวเลขจำนวนผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตแบบรายวัน แต่ก็ดูเหมือนความวิตกกังวลของผู้คนก็ยังมิได้ลดหายไปแต่ประการใด

โดยเฉพาะคนเป็นพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก หัวข้อสนทนาก็ยังเป็นเรื่องนี้ รวมถึงมาตรการการรับมือว่าจะทำอย่างไรดี เพราะกังวลเรื่องลูก

ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนพ่อแม่หลายๆ ท่าน ที่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ได้เห็นความพยายามที่จะเสนอวิธีการรับมือให้กับโรงเรียนของลูก มีทั้งที่ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็เกิดความคิดที่อยากจะลงมือทำ โดยเริ่มจากห้องเรียนของลูก ช่วยกันเป็นหูเป็นตา เอาแถบวัดไข้มาวัดศีรษะเด็กทุกคน ถ้าใครมีไข้สูง ก็ให้พ่อแม่รับกลับบ้านเลย

เป็นรูปแบบที่พ่อแม่รวมตัวกันช่วยคุณครูดูแลเด็กๆ ในห้องเรียน รวมถึงการช่วยกันทำความสะอาดอุปกรณ์ ของเล่น และของใช้ภายในห้องเรียนกันอย่างเต็มที่ ชนิดที่ไม่มีเกี่ยงหญิงชาย หรือยืนดูดายเพราะธุระไม่ใช่

ไม่อยากคิดว่าเรื่องดีๆ แบบนี้จะไม่เกิดขึ้น หากไม่มีโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดอย่างรวดเร็ว...!!!
หรือไม่มีสถานการณ์วิกฤตก็อาจจะไม่ได้เห็นความร่วมมือดีๆ แบบนี้ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นคนจุดประกาย ช่วยกันดูแลเด็กๆ ร่วมกัน เพราะหากมีใครสักคนเป็น โอกาสที่เด็กคนอื่นๆ ซึ่งรวมถึงลูกของเราก็เป็นไปด้วย

อย่างนี้จะไม่เรียกว่าข้อดีของไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็มีเหมือนกันได้อย่างไร..!!

ลองมาตามหาข้อดีของเจ้าไวรัสตัวนี้กันดูดีกว่าค่ะ

ข้อแรก ตื่นตัวเรื่องอนามัย
ผู้คนตื่นตัวในเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกายและสุขอนามัยของตนเองอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกคนหันมาใส่ใจกับการรณรงค์เรื่อง “ของร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” กันอย่างเคร่งครัด ทั้งที่จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ทุกคนรับรู้กันว่าเป็นเรื่องดี และควรทำเป็นประจำกันอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา เรามักจะละเลยกับพฤติกรรมเหล่านี้ ทำมั่งไม่ทำมั่ง แล้วแต่โอกาส

เรียกว่าช่วงเวลานี้ กลายเป็นเรื่องเคร่งครัดของทุกครอบครัวไปซะแล้ว

ยิ่งคนที่เป็นพ่อแม่คงยิ้มมากหน่อย เพราะปกติต้องคอยบ่นชนิดปากเปียกปากแฉะให้ลูกๆ ของเราล้างมือก่อนและหลังกินข้าว หรือเข้าห้องน้ำก็ต้องล้างมือ พูดทุกวันๆ ละหลายเวลา แต่ตอนนี้กลายเป็นเรื่องง่าย ไม่เมื่อยปากเหมือนแต่ก่อน เพราะคุณครูที่โรงเรียนช่วยบอก คนรอบข้างก็ช่วยบอก ภาครัฐก็ช่วยป่าวประกาศ ทำให้สื่อทุกแขนงก็ช่วยขยายการบอก

ข้อสอง ตื่นตัวเรื่องความรู้

ผู้คนใส่ใจเรื่องข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อก่อนเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย เป็นเรื่องของคนเป็นหมอหรือเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเท่านั้นที่ต้องสวม เพราะต้องสัมผัสกับผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ปัจจุบันนี้ การดูแลและป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนเริ่มตระหนักรู้ และรู้ว่าวิธีการป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธีควรทำอย่างไร รวมถึงการรู้จักเจ้าหน้ากากอนามัยที่มีหลากหลายรูปแบบ และการพกพาเจลล้างมือแอลกอฮอล์ที่เอาไว้ใช้เมื่อจำเป็น

ข้อสาม ช่วยประหยัดเงิน

ก็แหม...โรคนี้กำลังแพร่ระบาด ผู้คนก็หลีกเลี่ยงไม่อยากไปในสถานที่แออัดผู้คนเบียดเสียด ก็เลยงดกิจกรรมไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ไม่ไปโรงภาพยนตร์หรือสถานที่สุมเสี่ยงทั้งหลาย และคำนึงถึงเรื่องสถานที่ที่จะไปมากขึ้น และเมื่อไม่ได้ไปเที่ยวนอกบ้าน ก็เลยมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น

นี่ยังไม่นับรวมสถาบันกวดวิชาที่ต้องหยุดการเรียนการสอนไปด้วย ก็เลยไม่ต้องเสียเงินส่วนนี้ จะว่าไป ก็ถือโอกาสให้ลูกทบทวนบทเรียนด้วยตัวเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ช่วยเหลือก็ได้ค่ะ

ข้อสี่ ครอบครัวแน่นแฟ้น

เนื่องเพราะไม่อยากไปไหน ก็เลยต้องทำกิจกรรมภายในบ้าน เช่น ทำอาหารรับประทานเอง ชวนกันทำกิจกรรมครอบครัวภายในบ้านได้มากมาย บางบ้านก็น่าจะถือโอกาสได้พูดคุย หรือทำกิจกรรมครอบครัวที่บางครั้งเราเองก็ละเลยลูกๆ หรือคนที่เรารัก ก็ถือโอกาสนี้ปรับความเข้าใจ และสร้างสรรค์กิจกรรมหรรษาในครอบครัวซะเลย เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว

ข้อห้า ความคิดดีๆ

เหมือนที่ยกตัวอย่างในตอนแรกว่า พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากวิตกกังวล ก็เลยเกิดความคิดดีๆ ที่จะช่วยปกป้องลูกรักด้วยการช่วยเหลือโรงเรียน ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน หรือมีคำแนะนำดีๆ ที่ยอมและพร้อมลงมือปฏิบัติอย่างเต็มใจ เรียกว่า เกิดการมีส่วนร่วมกับโรงเรียนและชุมชนได้อย่างดีเลยทีเดียว

ข้อสุดท้าย ธุรกิจบางประเภทรับไปเต็มๆ

บรรดาผู้ประกอบการผลิตหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ รวมถึงยาสมุนไพรต้านหวัดทั้งหลาย ต่างก็ยิ้มรับกับรายได้จำนวนมากที่มาเร็วพร้อมกับการระบาดที่รวดเร็วของเจ้าไข้หวัดใหญ่ 2009 ไปตามๆ กัน เพราะท่ามกลางการระบาด ความต้องการปกป้องตัวเองจากภัยไข้หวัดที่ว่า ก็เลยทำให้สินค้าประเภทปกป้องดูแลและรักษาตัวเองได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ว่าแต่เมื่อสินค้าขายดี ก็มักจะมีการโก่งราคาสินค้า ตามมาด้วยสินค้าไม่ได้คุณภาพ และของปลอมแพร่ไปทั่ว เพราะความคิดไม่ซื่อและต้องการหาประโยชน์จากความทุกข์ของผู้อื่น คนประเภทนี้ก็ใช้ไม่ได้ ฉะนั้น ก็ถือโอกาสสอนลูกของเราในเรื่องพวกนี้ไปด้วยเลยละกัน

เป็นไงคะ เห็นข้อดีของเจ้าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไหมคะ ถ้าหากเราไม่ได้รับผลกระทบจากเจ้าไวรัส 2009 ตัวนี้ เราอาจจะไม่ได้มองเห็นข้อดี หรือข้อพึงกระทำ ที่เราเคยละเลยมาโดยตลอดก็ได้

ในทุกสถานการณ์ของความวิกฤติ เราก็ควรถือโอกาสมองหาข้อดีให้กับตัวเราเองก็ได้นะคะ

แน่นอน...ไม่มีใครอยากรับเอาเจ้าเชื้อไวรัส 2009 นี้ไป แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธสถานการณ์นี้ไปได้ ก็ถือโอกาสอยู่ร่วมกับมัน ด้วยความปลอดภัยน่าจะดีกว่าค่ะ

จากผู้จัดการออนไลน์