นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นคู่มือการปฏิบัติสกัดหวัดลาม ทำให้ปชช.เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น ยืนยันไม่ได้เฝ้าระวังเฉพาะคนติดสู่คน แต่ได้เฝ้าระวังการระบาดในหมูด้วย พร้อมเฝ้าระวังและเตรียมการให้ดีที่สุด...

วันนี้(20 ก.ค.)นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ตนเฝ้าดูตัวเลขการแพร่ระบาดอยู่ตลอด และตั้งใจว่าจะรอดูอีก 1-2 วันเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น ซึ่งหลักในการบริหารคือทำอย่างไรให้ชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อ ซึ่งเราก็ต้องดูว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร และดูตัวเลขผู้ที่ไปรักษาตัวในสถานพยาบาลว่า กำลังของสถานพยาบาลเพียงพอต่อการรองรับหรือไม่ ซึ่งตนให้กระทรวงสาธารณสุขรายงานเข้ามาทุกวัน
ส่วนการแจกคู่มือการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไว้หวัดสายพันธุ์ใหม่ให้ประชาชนเป็นวันแรกนั้น นายกฯ เชื่อว่า จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น เพราะบางทีการพยายามไปเรียกร้องคำตอบแค่คำเดียวว่าจะรุนแรงหรือไม่รุนแรง ก็จะเกิดความสับสน แต่พอมีคู่มือก็จะได้คำตอบว่ารุนแรงเพราะอะไร ไม่รุนแรงเพราะอะไร ทั้งนี้คิดว่าความเข้าใจจะป็นตัวที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ดังนั้นหลังมีคู่มือออกมา ก็จะเป็นทางหนึ่งให้ประชาชนเริ่มมีความเข้าใจต่อเรื่องนี้ดีขึ้น แต่เมื่อวันที่ 19 ก.ค.เท่าที่ฟังจากกระทรวงสาธารณสุขก็บอกว่าความเข้าใจเริ่มดีขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องติดตามว่ามีปัญหาการดื้อยาหรือไม่ เพราะประสบการณ์ของไวรัสในลักษณะนี้มันมีกรณีเกิดการกลายพันธุ์ หรือการระบาดรอบ 2 และรอบ 3 ที่รุนแรงกว่า จึงต้องจับตาดูเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามการให้ยาของเราที่ผ่านมา น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ทำให้ความเสี่ยงเรื่องนี้มีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหลายๆ แห่ง แต่เราก็ต้องยอมรับว่าถ้าเกิดการดื้อยา ซึ่งในต่างประเทศเริ่มมีแล้ว แต่ยังไม่มีเรื่องการกลายพันธุ์ ดังนั้นก็ต้องระวัง เพราะการเดินทางไปมาของคนยุคนี้มีมาก
นอกจากนี้ นายกฯยังกล่าวยืนยันไม่ได้เฝ้าระวังเฉพาะคนติดสู่คน แต่ได้เฝ้าระวังการระบาดในหมูด้วย โดยเฉพาะครม.ได้อนุมัติแผนป้องกันไปแล้ว ซึ่งเราก็ต้องเฝ้าระวังและเตรียมการให้ดีที่สุด แต่สำหรับเรื่องวัคซีนและยาในกรณีที่เกิดการกลายพันธุ์ ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เชี่ยวชาญที่จะคิดค้นเรื่องนี้มาให้ทันกาล เพราะตอนนี้ขนาดวัคซีนตัวปัจจุบันก็ยังไม่เรียบร้อย ทั้งนี้ในการเตรียมสำรองวัคซีนนั้น โดยหลักต้องคำนวนตามสัดส่วนประชากร ซึ่งไทยจองไว้ 2 ล้านโดส ซึ่งเกิดจาดสัดส่วนดังกล่าว อย่างไรก็ตามต้องให้กับคนที่จำเป็นก่อน.
ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์
No comments:
Post a Comment